Wednesday, August 25, 2010

Somewhere in time

นี่ฉันเกิดอาการอินดีเลย์รึยังไง ไม่เข้าใจตัวเอง
จริงๆ เพิ่งรู้ตัวเองไม่นานนี้เองว่า นอกจากหนังญี่ปุ่นอารมณ์ละเมียดแล้ว
เราเองก็หลงรักหนังฮ่องกงไปไม่ด้อยไปกว่ากัน
เพราะว่าเราเองก็โตมากับหนังจากเกาะเล็กๆ แห่งนี้

ณ บางจุดของเวลา....เราหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งหนึ่งจนแทบลืมหายใจ
แต่พอเวลานั้นผ่านไป เรากลับลืมมันไป เสมือนกับว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันเป็นแค่ความฝันเท่านั้นเอง

ณ บางจุดของเวลา...ความทรงจำเหล่านั้นถาโถมเข้ามาจนเราเต็มตื้นและแทบหายใจหายคอไม่ทัน
ก็เท่านั้นเอง


ถ่ายที่ Hong Kong Museum of History

Untitled subject


อ่านหนังสือ "ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป" จบไปพักใหญ่ถึงใหญ่มาก
จริงๆ แล้วไม่ได้รู้จักหรือเป็นแฟนคลับนักเขียนหรอก (แต่แอบมารู้ทีหลังว่าเค้าดังพอดู ถ้านังหมีบัวรู้จักแสดงว่าเค้าดังจริง 555) แต่เปิดดูผ่านๆ คือคนเขียนนี่เค้าบ้าหนังเรื่อง Chungking Express มากขนาดที่ไปตามหาโลเกชั่นของหนังเรื่องนี้ถึงที่ฮ่องกง ไอ้เราก็บ้าซื้อด้วยเหตุผลแค่นี้แหละ เพราะสมัยหนึ่งนั้นเราก็บ้าหาแผ่นหนังเรื่องนี้มาดู (แต่ได้ข่าวว่าตอนนี้กูโยนมันทิ้งลงถังไปซะอย่างนั้น) และครั้งหนึ่งเราเคยพยายามจองที่พักที่มาเก๊า เพราะรู้ว่ามันเคยเป็นฉากหนึ่งในหนังของเฮียหว่อง กา ไว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พัก เพราะเค้าอยู่ในช่วงปรับปรุงห้องน้ำ เฮ้อออ

ฮ่องกงนี่โอ้ยยย ถ้าไปก็ต้องไปวัด ไปชอปปิ้ง ไปกิน ไปเที่ยว และไปเล่นกับแมวเหมียวที่ดิสนีย์แลนด์ ฮ่าๆ นั่นแหละ ไอ้พวกที่ว่ามาทั้งหมดนั่นแหละที่แม่ง ตัวทำให้เสียสมาธิเลย แต่ก็เอาน่า บางทีการได้ไปต่างประเทศมันไม่ได้มาเยือนได้บ่อยๆ เหมือนไปไร่อ้อยแถวปราจีนฯ (มีป่ะ) พอถึงเวลาเราก็ต้องไขว่คว้าให้ได้ดูได้เห็นไปซะทุกอย่าง

แต่ก่อนเคยรู้สึกว่าการเที่ยวแบบระบุคอนเซ็ปต์ประมาณว่า "ทริปศิลปวัฒนธรรม" แล้วก็เฮโลสาระพาไปดูแต่งานศิลปะอะไรพวกนั้น นี่มันเป็นอะไรที่น่าหมั่นไส้ และเป็นอะไรที่คนมีเงินเค้าทำกัน แต่เอาเข้าจริง เราว่า มันเป็นทริปสำหรับคนที่เค้าชัดเจนในตัวเองเหมือนกันนะ อารมณ์ประมาณคนที่เค้าไปร้านตามสั่งแล้วตั้งใจว่าจะกินข้าวผัด ก็สั่งข้าวผัด ไม่ได้ทำตัวเป็นนังคนหลายใจตั้งใจว่าจะสั่งอย่างหนึ่ง แต่สุดท้ายไปสั่งอีกอย่างหนึ่งเหมือนตัวเรา เป็นต้น

เป็นธรรมเนียมว่าเดี๋ยวนี้พออ่านหนังสือเล่มไหนจบ ถ้าอินกับมันได้ที่ จะชอบเมลไปหานักเขียน (เสร่อได้ที่เลยกรู) นักเขียนสมัยนี่ก็น่ารัก ทำตัวใกล้ชิดประชาชน ตอบมาทันที ก็ได้ความรู้สึกประทับใจไปอีกสองขีด

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่าอยากไปฮ่องกงอีกซักรอบ เอาแบบที่ว่าวัดเวิด ห้างเหิ้ง นี่กูจะไม่ไปเหยียบเลย
(เอ วัดไม่ไปก็ได้ แต่ห้างขอวันสุดท้ายได้มั้ย ฮาาา) อยากไปเก็บตกพวกพิพิธภัณฑ์ให้มันหนำใจ อยากไปเล่นดูอาแปะ อาม่าล้งเล้งๆ ตามตลาดสด อยากไปดูเค้ารำไทเก๊กกันที่สวนสาธารณะยามเย็นอยากไปดูวิถีชีวิตและความหรูอู้ฟู้ของคนทำงานฝั่งฮ่องกง และที่สำคัญอยากท้าทายชีวิตด้วยการเอาตัวเองเข้าไปในร้านอาหารตามสั่งของเค้าดูบ้าง อยากรู้ว่าถ้าไปกินข้าวในร้านไม่มีรูปอาหารหรือภาษาอังกฤษให้นักท่องเที่ยวเลือกจิ้มนี่มันจะเป็นยังไงหว่า
แค่นี้ก็สนุกแล้วเนอะ

ป.ล. ระดับความน่าสนุกของหนังสือจะลดลงไปสามขีดถ้า
- ไม่เคยไปฮ่องกง (แต่มั่นใจว่าประชากรไทยเกิน 1 ล้านคนเคยไปฮ่องกง)
- ไม่เคยดู Chungking Express : ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง (ว้าย ผู้หญิงอะไร ฟัดท่าไหน โลกถึงตะลึง ตึงโป๊ะ)


Friday, July 09, 2010

Nice to meet you Google

พอจะจำได้มั้ยว่าชีวิตของเราก่อนรู้จักพี่ Google มันเป็นยังไง

ก่อนมีพี่ Google
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ห้องสมุดคือคลังความรู้ อยากรู้อะไรไปห้องสมุด
อยากหาคำตอบเรื่องอะไร ต้องอาศัยถามคนนั้น คนนี้
สเน่ห์มันอยู่ตรงนี้แหละ มันทำให้อะไรหลายๆ อย่างดูเป็นเรื่องที่ต้องค้นหา ต้องใช้ความพยายาม ใช้เวลากว่าจะได้คำตอบมา

เมื่อมีพี่ Google
รู้จักพี่เค้าตอนแรกเมื่อไหร่?? เอ จำไม่ได้แฮะ
แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเค้าเข้ามามีอิทธิพลต่อเราแค่ไหน
จะว่าไปแล้วมีพี่ Google เหมือนมีผู้ชายมาคอยถือกระเป๋าสะพาย ก็มันสบายอย่างที่ไม่รู้สึกมาก่อน
อยู่ๆ ก็มีคนมาคอยอำนวยความสะดวกสบายให้ แต่เสียอย่างขาดความเป็นส่วนตัวชะมัด
เพราะเกิดอีตานี่จะอยากเสียมารยาทเปิดกระเป๋าเราดูขึ้นมาตอนไหนก็ได้ ชิมิ

พี่ Google ทำให้เราเสียนิสัย ติดความสบาย อยากได้อะไรก็แค่คลิก ขาดการไตร่ตรองในหยักสมอง
ประหนึ่งฟังคำหวานของชายที่รัก แล้วหลงเชื่อแบบชะงักงัน

จะว่าไปแล้วพี่ Google เค้าก็คล้ายกับแฟน
เราไม่ควรแจกแจงข้อดี-ข้อเสียเค้าออกมาเหมือนกำลังจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

จะว่าไปแล้วพี่ Google เค้าก็คล้ายกับแฟน
ตอนยังไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่พอมีแล้วก็คล้ายๆ จะขาดไม่ได้ซะอย่างนั้น

ทั้งหมดทั้งมวลเราต้องรักพี่ Google ให้เหมือนแฟน...ให้เค้าเข้ามาในชีวิตได้
แต่อย่าให้เค้ามามีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา แค่นั้นแหละ

Tuesday, May 11, 2010

A little beauty in HK




Glee ของเค้าดีจริงๆ นะ

ถ้าปกติแล้วชอบดูซีรีย์ แต่กำลังเบื่อแนวสืบสวนอย่าง Cold Case, Without a trace หรือซีรีย์ชิงรักหักสวาทอย่าง Gossip Girl
(ซึ่งผ่านไปแค่ 3 season แต่นางเอกของเรื่องเปลี่ยนผู้ชายไปมากกว่าสิบแล้ว) เราขอแนะนำเรื่อง Glee

สั้นๆ ง่ายๆ
คำว่า glee เป็นคำนาม=ความสุข He was full of glee at being a new father= เขาปลื้มปิติกับการเป็นพ่อครั้งแรกในชีวิต
จากความหมายนี้ เราได้ glee club ซึ่งเป็นชมรม หรือวิชา ในโรงเรียนมัธยมที่สหรัฐซึ่งเป็นพวกฝึกเชียร์โดยเน้นการร้องเพลงและการเต้น (via @andrewbiggs)

ซีรีย์เรื่อง Glee เป็นเรื่องของชมรมร้องเพลงในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่กว่าจะตั้งขึ้นมา กว่าจะรวบรวมสมาชิกแต่ละคนมาได้...ทุลักทุเลสุดๆ ไม่ว่าจะโดนสบประมาทจากคนทั้งโรงเรียน หรือจะเป็นความไม่ลงรอยกันของสมาชิกในวงกันเอง

ฟังผ่านๆ คงเหมือนซีรีย์วัยรุ่นอเมริกันธรรมดาใช่มั้ย??

แต่ความแปลกใหม่ของเรื่องนี้คือการนำเอาความเป็น Musical เข้ามาเป็นตัวชูโรงนั่นเอง เพราะฉะนั้นระหว่างที่ดูซีรีย์เรื่องนี้ไป นอกจากจะได้ดูความเป็นตลกร้ายแบบเจ็บแสบแล้ว เรายังได้ฟังเพลงเก่าๆ ประมาณยุค 80 หรือ แม้แต่เพลงฮิตจาก US Chart มา cover ใหม่สไตล์ Glee ที่เริ่ดสุดๆ

Glee กลายเป็นซีรีย์ที่ดังปรอทแตกเอามากๆ ที่อเมริกา ณ วินาทีนี้ โดยเฉพาะอัลบั้มรวมเพลงจากซีรีย์มีออกมา 2 อัลบั้มแล้ว รางวัลที่กวาดมาจากสารพัดเวที รวมไปถึงการโชว์ตัว หรือแสดงคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ที่ชาว Glee club

เค้าไปที่ไหน ประชาชนแห่กันไปอย่างล้นหลาม ต้องบอกว่านักแสดงนำในเรื่องทุกคนร้องเอง เต้นเองนะคะ ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็ร้องสดกันให้ดู ไม่มีลิปซิงค์ให้ขายหน้า

ความโด่งดังของ Glee ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ แฟนๆ ซีรีย์เรื่องนี้ ได้สร้างศัพท์แสลงขึ้นมาใหม่ คือคำว่า "Gleek" ซึ่งมาจากคำว่า โดยเอาคำว่า Glee ผนวกเข้ากับคำว่า Geek (คนที่ไม่ popular เวลาอยู่ในโรงเรียน แต่มีความเซียนขั้นเทพเฉพาะด้าน) และคำๆ นี้เอง ได้กลายเป็นกิจกรรมใหม่บน Social Network ในกิจกรรม "Biggest GLEEK" competition ให้แฟนๆ ได้ประกวดกันว่าใครคือสุดยอด Gleek
เดิ้นจริงๆ คิดกันได้

ซีรีย์เรื่องนี้กำลังฉายอยู่ทาง UBC ทุกคืนวันศุกร์ ตอนสามทุ่ม แต่ On Air ไปหลายตอนแล้ว ถ้าอยากดูย้อนหลังคงต้องหาแผ่นมาดูกันแล้วล่ะ


Thursday, February 11, 2010

Postcard Story


ตอนที่ดูหนังยอดฮิตอย่าง "เพื่อนสนิท" เราเห็นไข่ย้อย หมั่นเขียนโปสการ์ดหาดากานดา ไม่ว่าเค้าจะอยู่ในสภาวะไหน ไม่ว่าจะขาหัก หรือกำลังจะมีความรักครั้งใหม่ แต่สุดท้ายความมาเฉลยว่าไอ้ที่นั่งเขียนๆ ตลอดทั้งเรื่องนั้น พ่อไข่ย้อยกลับไม่ได้ส่งดากานดาเลยซักกะใบ
(คิดว่าคงดูกันหมดแล้วเลยเล่นพูดตอนจบกันหน้าด้านๆ)

.......ในชีวิตนึงคุณส่งโปสการ์ดหาใครบ้าง??
วันก่อนมีพี่ที่รู้จักกัน ส่งโปสการ์ดมาให้ ด้วยเหตุผลว่า "เห็นแล้วนึกถึงเดีย" แถมบอกว่า "ถ้าจำไม่ผิด เป็นโปสการ์ดแผ่นแรกในชีวิตที่พี่ส่ง"

.....แล้วมีเหตุผลอะไรที่คุณต้องเขียนหาคนคนนั้น
บางครั้งมันไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากไปกว่า คิดถึง นึกถึง รำลึกถึง
บางครั้งมันเป็นเหมือนการส่งผ่านความทรงจำ (ที่ต่อไปจากนั้นอีก 5 หรือ 10 ปีให้หลัง คุณจะอาจจะแยกแยะไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้นจริง หรือเป็นแค่ความฝันกันแน่)

ในชีวิตฉัน การส่งโปสการ์ด บางครั้งมันก็เกิดขึ้นตามช่วงจังหวะชีวิต
...ฉันเคยส่งโปสการ์ดหาใครบางคนเป็นบ้าเป็นหลัง และได้รับโปสการ์ดตอบกลับมาในจำนวนไม่แพ้กัน แต่มันก็กลายเป็นความทรงจำแบบที่เราแทบจะจำไม่ได้ (หรือไม่อยากจะจำ) ว่ามันเคยเกิดขึ้น

...ฉันส่งโปสการ์ดหาตัวเองและคนที่บ้านแทบทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ

...ฉันส่งโปสการ์ดหาเพื่อนสุดที่รักอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่เราโทรหากัน แชทหากัน เมลหากัน และ Tweet หากันเหตุผลทั้งหมดนั้นคือ คิดถึง นึกถึง และรำลึกถึง

วันก่อนไปค้นเจอโปสการ์ดที่เขียนทิ้งไว้ แต่ไม่ได้ส่งถึงปลายทางซ่อนตัวอยู่หลายใบ อ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันก็เป็นเหมือนบันทึกความทรงจำแบบสั้นๆ ที่บอกเหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้น หรือถ้าพูดให้ทันสมัยมันก็ทำหน้าที่คล้าย Twitter ที่เราบอกความรู้สึกแบบ Real-time แต่ต่างกันที่อย่างหลังเราส่งสารถึงวงกว้าง ใครอยากจะเลือกรับสารของเราก็ตามใจ แต่กับโปสการ์ดนั้นต่างกันตรงที่มันจับต้องได้ เป็นแผ่นใบ คนส่งตั้งใจหยอดตู้ไปรษณีย์ไปให้ผู้รับปลายทาง ที่เราเลือกเป็น "The chosen one"

อยากจะบอกทุกคนที่เป็น
The chosen one
ว่า
คุณโชคดีนะ
ที่วินาทีนั้นมีคนๆ นึงคิดถึง นึกถึง และรำลึกถึงคุณ :)

Wednesday, October 07, 2009

การเดินทางระยะสั้นๆ กับใครบางคน

ป.ล. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน แต่เพิ่งจะอัพเอาเดือนนี้ เสร่อได้อีก


หลังจากที่ต้องตีอกชกหัวกับการเดินทางไปกลับรัชดา-อรุณอมรินทร์ เมื่อวันเสาร์ต้นเดือน เพื่อไปอบรมคอร์ส "อยากเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ"
ที่ใช้เวลาในการขึ้นรถลงเรือรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบสี่ชั่วโมงกันเลย

ลองคิดเล่นๆ ว่าระยะเวลาขนาดนี้ เราสามารถไปได้ถึงหัวหิน ถึงประจวบ หรือขนาดข้ามไปถึงเกาะเสม็ดได้นอนแผ่ริมหาดแล้วยังไม่ต้องใช้เวลานานมากขนาดนี้

เพราะยังต้องไปอบรมอีกหลายครั้ง เลยต้องหาวิธีปรับกระบวนท่า วางแผนการเดินทางกันใหม่ ให้มันทำลายสุขภาพจิตใจน้อยกว่านี้ มีคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนมานั่งรถไฟฟ้าไปต่อเรือที่สถานีสะพานตากสิน การเดินทางในเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้น และกลายเป็นว่าได้ประสบการณ์ฮาๆ กลับมาเพียบ

11.00 น. ออกเดินทางเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน หยิบต้นฉบับเพื่อเตรียมทำ subtitle หนังเรื่องล่าสุดติดมือไว้อ่านฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง (Dayo เข้าฉายตอนงาน BKK Film Festival)

11.30 น. (โดยประมาณ) เดินอาดๆ เพื่อขึ้น BTS ช่วงเช้าร่างกายยังคึกคัก เดินดูร้านรวงซ้ายขวาบนสถานีศาลาแดง ขึ้นรถไฟฟ้าในไม่กี่นาทีต่อมา นั่งตรงข้ามคุณลุงฝรั่งพอดิบพอดี สบตากันโดยบังเอิญ แต่เหตุการณ์หลังจากนี้จะไม่บังเอิญอีกต่อไป

11.45 น. มาถึงสถานีสะพานตากสิน ดูจากแผนที่เค้าบอกว่าถ้าจะไปท่าเรือสาธรให้ออกที่ประตู 2 แต่ก็ยังอุตส่าห์ถามยามอีก พี่ยามบอกว่าให้ออกประตู 1 สุดท้ายก็เดินไปออกประตู 2 ตามแผนที่แล้วจะไปถามเค้าทำไม พอเดินลงไปด้านล่างก็เลยเข้าใจว่าไม่ว่าจะออกประตู 1 หรือ 2 มันก็เดินมาถึงท่าเรือได้เหมือนกัน อย่างนี้นี่เอง

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของท่าเรือสาธรคือ จะมีชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย แล้วเค้าจะนิยมซื้อตั๋วประเภท One day trip กันเพราะดูจากแผนที่แล้วมันเป็นท่าแรกของการทัวร์แม่น้ำเจ้าพระยา อ้อ แล้วก็มีเรือเที่ยว 12.00 ที่เป็นเรือทัวร์ พร้อมไกด์คอยบรรยายให้ฟัง ไอ้เราก็ไม่เคยขึ้นเรือที่ท่านี้ซะด้วยซิ แต่เดินเข้าไปต่อแถวกับเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติ แอบได้ยินคนขายตั๋วบอกว่า One day trip 150 บาท เป็นตั๋วประเภท Unlimited อยากขึ้น-ลง ท่าไหน ก็ได้ไม่อั้นในวันเดียว

ถ้าพูดเรื่องการเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีชาวต่างชาติมากๆ ละก็ ความเป็นไปได้สูงถึง 90% ที่จะโดนเหมารวมว่าเป็นนักท่องเที่ยว เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แล้วก็ได้รับการถ่ายโอนสัญชาติไปเป็น อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อยู่เป็นประจำ แต่ตอนนั้นในหัวไม่ได้คิดเรื่องนี้หรอก เพราะมันมัวแต่กังวลว่าจะไปถึงที่หมายทันเวลารึเปล่า

พอมาถึงคิวเรา คนขายตั๋วถามว่า One day trip?
แล้วก็ยิ้มหวานตอบเค้ากลับไปว่า "จะไปวังหลังค่ะ"
คุณพี่ขายตั๋วเปลี่ยนกลับสู่เมนูภาษาไทยในทันที "ซื้อตั๋วบนเรือได้เลย เที่ยวต่อไปเป็นเรือทัวร์นะ"

ไอ้คำลงท้ายว่า "เป็นเรือทัวร์นะ" มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในวินาทีนั้น รู้แต่ว่าให้มันไปได้ก็พอแล้ว แล้วก็จำได้ว่าเพื่อนบอกมาว่า "ให้ไปเรือธงส้ม จะเร็วกว่าเยอะ" ก็เลยกะว่าเดี๋ยวจะคอยดูละกันว่าธงมันสีอะไรก็เลยเดินไปนั่งรอกว่าเรือจะมา ปรากฎว่าลุงฝรั่งที่นั่งตรงกันข้ามบน BTS หันมาสบตาแล้วก็ถามว่า

"Do you speak English?" ถ้ามีชาวต่างชาติมาถามคำถามนี้ในเวลาที่คุณไม่อยากเสวนาด้วยละก็ให้ทำหน้าไม่เข้าใจที่เค้าพูด แล้วเค้าคนนั้นจะออกไปจากสายตาคุณในทันที แต่ถ้าคุณตอบว่า"Yes" แบบที่ฉันตอบไป มันจะกลายเป็นเกม 20 คำถามไปในทันที

คุณลุงต่างชาตินิรนามผู้นี้เข้าใจว่าฉันไม่ใช่คนไทย และคงด้วยอารมณ์ประมาณว่ามาเที่ยวคนเดียว อยากหาเพื่อนคุยตามประสา เพราะขนาดว่าบอกลุงแกไปแล้วว่า เพิ่งมาตรงนี้ครั้งแรกเหมือนกันตอนที่ลุงแกเอาแผนที่มากางหราให้ดู แต่ลุงคงเข้าใจไปว่าหัวอกเดียวกัน มานั่งเรือในเมืองไทยครั้งแรก เอาเข้าไป

คำถามที่ชาวต่างชาติจะชอบถามคนแปลกหน้าอีกอย่างคือ คุณทำงานอยู่หรือเรียนหนังสือ ไม่รู้ทำไม ถามกันอยู่ได้ยังกะเป็นคำถาม Default หรือเป็นเพราะว่าหน้าตาและขนาดเตี้ยป้อม มันทำให้บอกไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามีอายุเท่าไหร่ หรือคงจะเหมือนที่คนไทยแปลกใจที่ชาวต่างชาติหนุ่มสาวส่วนใหญ่มีร่างกายกำยำ แต่อายุกลับน้อยกว่าเราหลายขุมนัก หึ หึ

เวลาเที่ยงตรง เรือทัวร์ก็ลอยตามน้ำมา ฮ่าา นึกภาพแล้วขำ ลอยตามน้ำมา น่าจะเป็นแล่นมาดีกว่ามั้ย???

เรือมาปุ๊บ ดิฉันก็ลืมปั๊บว่าธงสีอะไร รู้แต่ว่าพนักงานพยักหน้าหงึกๆ ส่งสัญญาณให้ขึ้นเรือ ไอ้เราก็เด็กดี เชื่อฟัง เดินต่อแถวไปกะเค้าด้วย แล้วคุณลุงต่างชาตินิรนามคนนั้นก็ต่อแถวตามมา ตามมา แล้วก็ตามมา จนกระทั่งนั่งด้วยกันซะงั้นเลย ถ้าเป็นหนุ่มฝรั่งตาสีฟ้าหล่อราวเทพบุตรเดินตามกันมาขนาดนี้ รับรองว่าจะอาสาเป็นไกด์ให้ทั้งวัน ไม่ต้องไปอบรมอะไรมันแล้ว!

แต่ด้วยดวงชะตา ราศี หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เวลาไปไหนจะดึงดูดคนสูงอายุให้เข้ามาชวนคุย เอ็นดูราวกับเป็นลูกหลานกันไป แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็ชอบคุยกับคนที่อายุมากกว่าอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยเค้าก็ผ่านโลกมามากมายกว่าเราหลายช่วงตัว แถมยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยๆ และคอยหยอดคำสอนกันพอเป็นกระสัย

ระหว่างนั่งเรือไปลุงก็เริ่มสืบประวัติ สุดท้ายลุงเผยไต๋ว่า เห็นเราบนรถไฟฟ้าแล้วก็คิดว่าเป็น Mexican โอ้วววว เย้ ได้มาใหม่อีกหนึ่งสัญชาติ คราวนี้เริ่มออกนอกทวีปเอเชีย แฮะ ก็เลยต้องสาธยายกันว่า I was born in the south, it's the southern face, I guess.

ลุงบอกว่ามาจากประเทศชิลี บ้านอยู่เมืองซันติเอโก (Regin Metropolitana de Santiago) ทำงานด้าน Food Ingredient มาเมืองไทยครั้งแรกด้วยเรื่องงาน และมีเวลาเหลือเพียงแค่หนึ่งวันก่อนจะกลับประเทศ ก็เลยอยากใช้เวลาหนึ่งวันที่เหลือทำความรู้จักเมืองไทยให้ได้มากที่สุด การทำงานด้านนี้ทำให้ลุงต้องเดินทางไปหลายๆ ประเทศ เพื่อนำเสนอส่วนผสมต่างๆ มากมายในการทำอาหาร ลุงบอกว่าพูดได้หลายภาษา รวมถึงภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่นอะไรซักอย่างที่บอกชื่อมาก็ไม่สามารถออกเสียงตามได้

คุณลุงเป็นชาวอเมริกาใต้ที่มีความสนใจในวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนเอเชียไม่ใช่น้อย เพราะดูจากแต่ละคำถามที่ถามมาเหมือนกับเรากำลังอยู่ในชั่วโมงสังคมศึกษา ลุงถามฉันว่านับถือศาสนาอะไร ฉันบอกว่าเป็นชาวพุทธ ลุงสงสัยว่าชาวพุทธนี่เค้า "Prey"กันที่ไหน

เราก็อธิบายว่าเราไปทำบุญกันที่วัด แต่กลับโดนยิงกลับมาว่า งั้นเธอก็ไปวัดทุกอาทิตย์ละซิ ตอบกลับแทบไม่ทันว่า "No!" ลุงแกยิงกลับมาว่า ทำไมล่ะ กำลังจะอ้าปากอธิบาย ลุงรู้ใจ เธอนับถือด้วยใจใช่มั้ยล่ะ เออ แน่ะ รู้ดี

หลังจากโดนยิงคำถามกระหน่ำแบบไม่ให้เวลาคิด เราก็ต้องเอาคืน ด้วยประโยคหากินแบบ And you? แต่ดูท่าจะไม่ชนะ เพราะลุงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก นับว่าเป็นคำตอบที่เปรี้ยวมาก สาวไทยไม่ยอมแพ้ อยากรู้เหตุผล เลยยิงกลับไปว่า So you believe in yourself?
No, I believe in people, I believe in man made.
อืม เค้าก็มีเหตุผลดีเนอะ ไม่ใช่ว่าอยากทำตัวขวางโลก ด้วยการเว้นช่อง Religious เวลากรอกเอกสารราชการให้ว่างไว้ จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องผิดนี่นาที่เค้าไม่มีศาสนา เพราะว่าของอย่างนี้จะว่าไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากศรัทธาหรือความเชื่อของเราไม่ใช่หรอกหรือ ลุงบอกว่าที่ชิลีไม่มีวัดไทย มีแต่โบสถ์ของชาวคริสต์ บางทีลุงแกก็ไปโบสถ์นะ แต่ไปดู ไปชื่นชมความเลื่อมใสในสิ่งที่คนเราเชื่อและศรัทธา ก็แปลกดี

ระหว่างที่นั่งเรือไปมีเสียงไกด์คอยบรรยายเป็นระยะๆ ชี้ชวนให้ดูจุดต่างๆ ริมแม่น้ำ แต่ที่ชอบมากคือ โรงแรมอะไรซักอย่างที่ David Beckham มาพัก ไกด์พยายามย้ำเป็นพิเศษ ราวกับเป็นวาระแห่งชาติ กำลังแอบขำ ลุงหันมาบอกว่า ฟังไกด์พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พลางบ่นว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่คุ้นกับสำเนียงหรือยังไง อ้าวแล้วกัน แล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าจะเข้าใจกันมั้ยเนี่ย

จะว่าไปแล้วการมีโอกาสได้นั่งคุยกับชาวต่างชาติ มันเป็นเหมือนการย้ำเตือนความเป็นตัวตนคนไทยของเรา สิ่งที่เค้าถาม เค้าอยากรู้ ก็คือสิ่งที่เราอยู่ สิ่งที่เราเป็น บางคำถามอาจจะดูติดตลก อย่างที่ลุงถามว่า ถ้าคนฝั่งนี้จะไปยั่งโน้นทำยังไง พายเรือหรือว่ายน้ำไปเหรอ เค้าคงอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่าวิถีไทยแบบที่ไม่ใช่เห็นตามสยามมันเป็นยังไง อย่าว่าแต่เค้าเลย เราเองอาศัยอยู่ในเมืองมากๆ เข้า มันทำให้เราติดอยู่กับความสะดวกสบาย และคุ้นชินกับคำว่า "ทันสมัย" มากกว่าความ "เรียบง่าย" มิใช่หรือ

ลุงชี้ให้ดูที่วัดนึงก่อนที่จะถึงท่าเตียน ลุงบอกว่า "เธออาศัยอยู่ในที่ที่สวยงามแบบนี้ แต่เธอก็อยู่กับมันทุกวัน จนบางทีเธอก็ลืมไปว่ามันสวยงาม ใช่มั้ยล่ะ" โอยย อายแทบจะกระโดดลงจากเรือ

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ใกล้ถึงที่หมาย ลุงบอกว่าจะลงที่ท่าเตียนเพื่อไปชมวัดโพธิ์ตามที่เราแนะนำ ว่าแล้วก็เขย่ามือกันตามมารยาท แล้วก็บอกลากัน แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าได้นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย ถึงเค้าจะเป็นคุณลุงนิรนามที่มาจากอีกซีกหนึ่งของโลก แต่อยากจะบอกว่า You make my day. เข้าให้แล้ว

อย่าปฏิเสธที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การผ่านเข้ามาแค่ไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้เราจำเค้าได้ไปอีกนาน

อ้อ! ขากลับได้เห็นวัดพระแก้วที่มีแสงแดดยามเย็นตกกระทบนี่มันช่างงามงดเหลือคำบรรยาย อิจฉาคนที่ได้เห็นวิวนี้ทุกวันจังเลย

Tuesday, August 18, 2009

จากปฏิบัติการ Valkyrie ถึง Zee Avi


เวลาที่มีหนังที่เล็งๆ ไว้ว่าอยากดู แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดู แล้วก็ได้มาดูแบบแผ่น มันทำให้เสียดายยิ่งกว่าที่ทำไมตอนนั้นตูไม่ไปดูมันในโรงฟะ (นับได้กี่ "ดู" ฮ่าา) Valkyrie ก็เป็นอีกหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้ดูตอนที่อยากจะดู (คำว่า "ดู" มาอีกแล้วๆ) คงเป็นเพราะจังหวะ โอกาส และเงินในกระเป๋ามันไม่อำนวยทำให้พลาดหนังดีๆ ที่ควรค่าในการชม (อ่ะ นั่น เลี่ยงคำว่า "ดู" ได้แล้ว!!)

Tom Cruise นักแสดงตาสีฟ้าหน้าตาดี แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีฝีมือติดอันดับต้นๆ ของฮอลลีวูด แถมยังเป็นขวัญใจแม่บ้านอเมริกันไม่ใช่น้อย เพราะเคยนั่งดูรายการของ Oprah Winfrey ที่มีพี่ Tom มาโผล่ (อีกรอบ) ครั้งนี้มาแบบไม่สติแตก โอ้ว แม่เจ้า สาวเล็ก สาวใหญ่ยิ้มกริ่มกันเต็มห้องส่ง แถมรายการนี้เค้าใจป้ำแจก Collection หนังของทอม ที่มีมาตลอดอาชีพนักแสดง ลองคิดดูถ้าซื้อเอง Box Set ชุดนั้นจะราคาเท่าไหร่!!!

ส่วนตัวแล้วประทับใจผลงาน Tom Cruise อยู่ไม่กี่เรื่อง
ที่ชอบไม่เสื่อมคลายเห็นจะเป็น Jerry Mcguire เค้าเล่นดีเนอะ เล่นให้เราเชื่อได้ว่าเค้าคือ Jerry ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง คิดว่าเป็นหนังที่เล่นดีเป็นอันดับสองรองจาก Born on the forth of July และ Collateral เลยก็ได้ (ความเห็นส่วนตัว ไม่ได้ฟันธง) ส่วนหนังตระกูล Impossible หมายถึง (Mission Impossible น่ะ) ก็ออกจะล้นๆ ไปบ้าง แต่ก็ขายได้อยู่

แต่มาที่ Valkyrie เค้าทำได้ดีกว่าที่เราคิด
เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราดูหนังของดาราคนไหนบ่อยๆ บางทีเราจะติดภาพนั้นมา จนทำให้ไม่ค่อยจะหลุดไปจากมุมเดิม อย่าง Dansel Washington จะเห็นเป็นตำรวจฉลาดๆ ไล่จับผู้ร้ายอยู่ร่ำไป ไม่ใช่ว่าจะแสดงไม่ดีนะ เค้าแสดงดี แต่บางทีอยากเห็นมาเล่นตลกบ้าง เอ่อออ

Tom Cruise ก็เหมือนกัน เห็นกี่ทีก็นี่แหละ จะมีความโอเวอร์แอคชั่นเจืออยู่ในกระแสเลือด
บทพูดจะเยอะ ความเป็น American Hero จะแฝงอยู่ไม่จางหาย อย่างเรื่อง The Last Samuri อะไรนั่น ความเด่นไปอยู่ที่บทนิ่งๆ ของ Ken Watanabe ไปเสียนั่น

ใน Valkyrie บทพูดของ Tom Cruise ดูแล้วไม่น่าจะเกิน 10 หน้ากระดาษ แต่พลังอยู่ที่สายตามากกว่าเรื่องไหนๆ ที่แสดงมา เรื่องนี้เค้ารับบทเป็น Claus von Stauffenberg นายทหารในกลุ่มที่ประกาศว่า "นาซีไม่ใช่เยอรมัน" และเป็นแกนนำสำคัญในการลอบสังหารฮิตเลอร์ ที่สำคัญมันมาจากเรื่องจริง (เพิ่งรู้ตอนดูด้วยล่ะ ไปอยู่ไหนมาวะตู!)


ถ้าจะให้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์คงไม่อาจเอื้อม หาอ่านกันเองน่าจะดีกว่า เล่างูๆ ปลาๆ อายชาวบ้านเค้า ฮ่าา หลังจากดูแล้วดถึงได้รู้ว่าชื่อเรื่องมันมาจากชื่อ Operation Valkyrie นี่เอง ซึ่งก็คือหนึ่งในแผนการทำรัฐประหารนั่นเอง และมันทำให้เราได้รู้อีกว่า (แหม รู้เยอะนะ) การทำรัฐประหาร (ในยุคนั้น) ถ้าพลาดคือ ตาย ตายสถานเดียว และคนที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องแบบนี้ได้มันต้องใช้ความกล้ามากมายเกินกว่าที่จะคาดคิดได้ แต่ถ้าสังคมเราไม่มีคนที่มีดีเอ็นเอความกล้าแบบนั้นฝังตัวอยู่ มันจะเป็นไปในทิศทางไหน น่าคิด ไอ้คนกล้าๆ แบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกันมานักต่อนัก ถึงแม้บางครั้งอาจจะไม่สำเร็จ แต่มันก็อาจไปสะกิดใจใครต่อใครกันบ้าง ว่ามั้ย??

ปัญหาของการดูหนังการเมืองนั้นไม่ต่างกับการดูหนังจีนแบบโปเยโปโลเย (เก่าได้อีก) เ
พราะตัวละครที่เยอะมาก จนจำกันไม่หวาดไม่ไหว แล้วถ้าอยู่ในชุดเครื่องแบบด้วยละก็ ยิ่งละม้ายคล้ายกันเข้าไปอีก แต่จริงๆ แล้วเกมการเมืองมันก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรมิใช่หรือ ใครว่าจะมีแค่คนตัวใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากโยงใยกันไปจะเจอความน่าพิศวงว่าคนทุกระดับชั้นมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงต่างหาก

สงครามในยุคก่อนสอนให้เรารู้อีกว่า การคิดจะทำการใหญ่ มันต้องวางแผนกันมาอย่างดี และทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จะตัดสินใจอะไรทันทีแบบส่ง SMS ผ่าน Black Berry แบบสมัยนี้ มันไม่มีหรอก (ป่าวนะ ไม่ได้ว่าใคร)

และอาชีพที่ยึดมั่นในคำสั่ง และระบบบังคับบัญชามากที่สุดในมวลหมู่อาชีพที่มีอยู่บนผืนโลก คงหนีไม่พ้น "ทหาร" แน่ๆ
แต่แปลกมั้ยที่คนไม่ค่อยจะเป็นระเบียบแบบแผนอย่างเรากลับเคยพูดว่า "ถ้าเป็นผู้ชาย เราอยากเป็นทหาร!"

ว่าแต่เรื่องนี้ทำไมชื่อไทย มันถึงเป็น "วัลคีรี่ ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก" ไอ้คำว่าจอมอหังกา พอเข้าใจว่าหมายถึงฮิตเลอร์ แต่ทำไมต้องอินทรีเหล็ก มันหมายถึงอะไร พยายามเซิร์ชหาคิดว่าชื่อของกองกำลังเยอรมันในยุคนั้น (ถ้าเข้าใจไปขอเชิญกูรู้มาอธิบายด้วย)

จบไว้แค่นี้ก่อน ไว้ครั้งหน้าจะมาร่ายยาวถึง Zee Avi

Monday, August 10, 2009

ฟินแลนด์แขนไม่มี...สนุกนะ


เคยปลื้มใครมากถึงขั้นต้องระบายความในใจให้เค้าฟังกันมั้ย??

นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ฟังวิทยุแล้วพี่ดีเจ เปิดจ.ม.จากทางบ้านอ่านให้เราฟัง
พี่คะ หนูชอบพี่มากเลยค่ะ อย่างนั้น อย่างนี้ เคยคิดว่ามันตลกดีเนอะ เขียนจ.ม.ไปเค้าจะอ่านป่ะนั่น แต่วันนี้เราทำซะเอง

เพราะว่าติดใจสไตล์การเขียนของ "ใบพัด" เจ้าของหนังสือ "เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน" ก็ตามมาอ่าน "ฟินแลนด์ไม่มีแขน" กันต่อ ซื้อหนังสือมาอ่านจบในไม่กี่วัน เพราะมันสนุกจริงๆ (ถึงรูปฟินแลนด์จะน้อยไม่หน่อยไม่ค่อยหนำใจ)

บอกได้แบบไม่อายว่า วันนี้เพิ่งเขียนอีเมลไปหา "ใบพัด" เด็กติ๋มที่ไปเยือนถิ่นซานต้า เอามากางหราให้ดู ละกัน

ถึงคุณใบพัด (ทางการได้อีก)

เพิ่งอ่านฟินแลนด์ไม่มีแขนจบไปเมื่อวานเย็น เป็นหนังสือที่อ่านจบ อย่างรวดเร็วในไม่กี่วัน และมันทำให้เรากลายเป็นคนบ้าในสายตาของคนรอบข้าง เพราะเวลาหยิบมาอ่านบนรถไฟฟ้า ยืนยิ้มกริ่ม หัวเราะคิก คิก เป็นพักๆ แถมเมื่อวาน นอนตกหมอน ปวดคอมาก นึกออกใช่มะ ว่าอาการนอนตกหมอนมันทรมานแต่ไหน จะหันซ้ายขวาก็ต้องหันมันไปทั้งตัว เพราะกลัวกระดูกคอหัก

ที่เล่าเรื่องปวดคอ เนี่ย เพราะว่าพอหยิบ ฟินแลนด์ไม่มีแขนมาอ่าน คอก็ปวด ขำ ก็ขำ แล้วมันลำบากขนาดไหนที่จะต้องกดต่อมขำเอาไว้ แต่ขอบอกว่า ทำไม่ได้จริงๆ หนังสือคุณฮาแบบบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้พยายาม
ชอบนะ ชอบตั้งแต่ เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน
จะตามผลงานต่อไปเน้อ

ปล. อยากเห็นหน้าโจ (อยากรู้ว่าโจคือใคร หาหนังสือมาอ่านโลด)

DEAR

หมายเหตุ: ปกติไม่ค่อยจะทำอะไรอย่างนี้ แต่การที่เราชื่นชมยินดีใครเค้าบ้าง ดีกว่าเอาแต่ก่นด่าตั้งเยอะ จริงมั้ย??

Thursday, July 02, 2009

Slow reader




พักนี้อ่านหนังสือช้าเป็นบ้าเลย (โว้ย)







Thursday, April 30, 2009

Surf Style by Rip Curl

Rip Curl แบรนด์ต้นกำเนิดจากแดนจิงโจ้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสองเพื่อนนักเซิร์ฟจากแถบชายฝั่งเมืองวิคทอเรียในปี 1969 ซึ่งเริ่มแรกสองคู่หู Brian และ Claw รับทำเซิร์ฟบอร์ดเพียงเพื่อหาเงินสนองความเสน่ห์หาที่มีต่อท้องทะเลและภูเขา

28 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น Rip Curl ได้กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าสำหรับนักเล่นเซิร์ฟระดับโลก ซึ่งสินค้าของยี่ห้อนี้ได้แก่ เซิร์ฟบอร์ด wetsuits เสื้อผ้า นาฬิกา และอุปกรณ์ต่างๆ มากมายสำหรับนักเซิร์ฟและ mountainwear อยากรู้รายละเอียดยิบย่อยมากกว่านี้ก็คลิกไปอ่านกันเองที่
http://www.ripcurl.com.au/?thebegining
เพราะว่าขี้เกียจแปลแล้ว แป่ววว

แต่ที่แน่ๆ คือชอบสีสันของเสื้อผ้ายี่ห้อนี้เอามากๆ แถมดีไซน์ก็เก๋ได้ใจ ผ่าน shop ทีไรต้องไปเลียบๆ เคียงๆ แต่สนนราคาน่าเศร้าใจ ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ขอแค่ดูให้สุขใจก็เป็นพอ นอกจากเสื้อผ้า และ accessories ที่ออกแบบได้เก๋ไก๋แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือโปสเตอร์งานเทศกาลทั้งหลายของ Rip Curl ดูได้เพลินตาsearch หามาฝากกัน เก๋เนอะ









Thursday, April 23, 2009

Please judge a book by its cover


ซื้อเ่ล่มนี้มาเพราะว่าหน้าปก
ซื้อเล่มนี้มาเพราะว่าคุ้นชื่อเรื่อง
ซื้อเล่มนี้มาเพราะว่ามันไม่มีคำนำและสารพันคำนิยม
หุ หุ

Thursday, April 16, 2009

Oh Mercy...ยินดีที่ได้รู้จัก

วันนี้มีคนแนะนำให้เรารู้จักวงที่ชื่อ Oh Mercy ตอนที่กำลังฟัง Triple J เพลินๆ เค้าก็เปิดเพลงแบบที่ฟังปุ๊บก็ชอบทันที ได้ยินดีเจบอกชื่อเพลงว่า Lay everything on me แต่ฟังชื่อนักร้องไม่ทันหรอก ก็เลยเอามา searh หา แล้วก็เจอเว็บนี้ http://www.myspace.com/ohmercyband

วิธีการทำความรู้จักกับเพลงหรือนักร้องของเรามักจะเป็นอย่างนี้แหละ เริ่มจากฟังเพลง ถ้าฟังแล้วคลิก ก็จะใช้วิธีจับเนื้อเพลง (เผื่อไว้ในกรณีที่ฟังชื่อนักร้องไม่ทัน หรือดีเจไม่ได้บอก) แล้วใช้ Search engine ให้มันเป็นประโยชน์ซะ แล้วจะรู้ว่านักร้องดีๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ไซเบอร์มากมายมหาศาล

เมื่อปีก่อนเคยคลิกไปเรื่อยใน myspace นี่แหละ เจอนักร้องที่ชื่อคล้ายค่ายมือถือ Eric Hutchinson ฮิตมากๆ ในหมู่นักฟังเพลงบนโลกออนไลน์ แถมตอนนั้นยังเปิดให้ดาวน์โหลดเพลงไปฟังกันฟรีๆ อีกต่างหาก ตอนนี้เหรอ อยากฟังต้องซื้ออย่างเดียวค่ะ เพราะว่าพี่เค้ามีสังกัด มีอัลบั้ม มี MV เป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว (เพิ่งเห็นใน Channel V เมื่อสอง
สามอาทิตย์ก่อนนี่เอง)

!!กลับมาที่ Oh Mercy ต่อดีกว่า!!
อัลบั้มแรกของพวกเค้ามีชื่อว่า In the Nude for Love เป็นอัลบั้มเรียกน้ำย่อย (EP) ก่อนปล่อยของจริงตามมา แต่นัยว่าเรียกว่าอัลบั้มปั่นกระแสจะได้ผลเพราะว่าแค่ 3 เพลงที่เอามาเล่นใน myspace (จากทั้งหมด 7 เพลง) ฟังรอบเดียวผ่านฉลุยแบบเข้าหูซ้ายไม่ทะลุหูขวา ไม่แปลกใจที่วงนี้เค้ามีคิวคอนเสิร์ตยาวไปถึงกลางปีแล้ว
ว่างๆ ก็ตามลิงค์ที่ให้ไปฟังดูนะ เพราะดี ฟังกีที่ก็เพราะ

(Oh Mercy - touring from facebook.com)
อ้อ ขอกระซิบอีกนิดว่าลองเจียดเวลาที่ต้องทนฟังโฆษณาบนคลื่นวิทยุแล้ว
คลิกไปฟังเพลงที่คลื่น Triple J จากแดนจิงโจ้ดู
เค้าเปิดเพลงเพราะเสนาะหู แต่ไม่ใช่เพลงตลาดแบบบ้านเรา ที่ดีเจเอาแต่เปิดตามลิสต์ที่เค้าบังคับ (ต่อให้ขอเพลงให้ตายเค้าก็ไม่เปิดให้คุณหรอก เพราะลิสต์เพลงที่ได้มาก่อนออนแอร์น่ะ มันอัดแน่นเต็มแแล้ว ไหนจะเล่มเกมกะโฆษณาอีกนะ หุหุ) คนใกล้ตัวเค้าแนะนำมา แล้วเป็นไงล่ะ ติดใจ!!

Wednesday, March 25, 2009

Sunny Day...Sunny Dear

ถ้าไปทะเลแล้วไม่เจอแดดจ้าเค้าเรียกว่ามาไม่ถึง
(ว่าแต่เค้าคือใครฟะ) ตูนี่แหละพูดเอง
ถ้าไปทะเลถ้าจะให้ดี มันต้องเจอแดดเปรี้ยง
แบบที่เอาแว่นขยายมาจ่อหัวไม้ขีดแล้วจุดไฟติดภายในไม่กี่นาที
เพราะ่ว่าแดดแบบนี้จะทำให้น้ำทะเลสีฟ้าจัดมากถึงมากที่สุด
แล้วไม่ต้องบ่นเรื่องกลัวดำให้ได้ยิน
เพราะหญิงสาวผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ฮ่าา

Friday, March 13, 2009

Jack Johnson in DC


Jack Johnson is my all time favourite artist. And this is the very first time I saw him wore such a formal cloth.
You look cool anyway, Jack!!

Wonder why he dressed like this , check this out http://www.jackjohnsonmusic.com