ป.ล. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน แต่เพิ่งจะอัพเอาเดือนนี้ เสร่อได้อีก
หลังจากที่ต้องตีอกชกหัวกับการเดินทางไปกลับรัชดา-อรุณอมรินทร์ เมื่อวันเสาร์ต้นเดือน เพื่อไปอบรมคอร์ส "อยากเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ" ที่ใช้เวลาในการขึ้นรถลงเรือรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบสี่ชั่วโมงกันเลย
ลองคิดเล่นๆ ว่าระยะเวลาขนาดนี้ เราสามารถไปได้ถึงหัวหิน ถึงประจวบ หรือขนาดข้ามไปถึงเกาะเสม็ดได้นอนแผ่ริมหาดแล้วยังไม่ต้องใช้เวลานานมากขนาดนี้
เพราะยังต้องไปอบรมอีกหลายครั้ง เลยต้องหาวิธีปรับกระบวนท่า วางแผนการเดินทางกันใหม่ ให้มันทำลายสุขภาพจิตใจน้อยกว่านี้ มีคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนมานั่งรถไฟฟ้าไปต่อเรือที่สถานีสะพานตากสิน การเดินทางในเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้น และกลายเป็นว่าได้ประสบการณ์ฮาๆ กลับมาเพียบ
11.00 น. ออกเดินทางเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน หยิบต้นฉบับเพื่อเตรียมทำ subtitle หนังเรื่องล่าสุดติดมือไว้อ่านฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง (Dayo เข้าฉายตอนงาน BKK Film Festival)
11.30 น. (โดยประมาณ) เดินอาดๆ เพื่อขึ้น BTS ช่วงเช้าร่างกายยังคึกคัก เดินดูร้านรวงซ้ายขวาบนสถานีศาลาแดง ขึ้นรถไฟฟ้าในไม่กี่นาทีต่อมา นั่งตรงข้ามคุณลุงฝรั่งพอดิบพอดี สบตากันโดยบังเอิญ แต่เหตุการณ์หลังจากนี้จะไม่บังเอิญอีกต่อไป
11.45 น. มาถึงสถานีสะพานตากสิน ดูจากแผนที่เค้าบอกว่าถ้าจะไปท่าเรือสาธรให้ออกที่ประตู 2 แต่ก็ยังอุตส่าห์ถามยามอีก พี่ยามบอกว่าให้ออกประตู 1 สุดท้ายก็เดินไปออกประตู 2 ตามแผนที่แล้วจะไปถามเค้าทำไม พอเดินลงไปด้านล่างก็เลยเข้าใจว่าไม่ว่าจะออกประตู 1 หรือ 2 มันก็เดินมาถึงท่าเรือได้เหมือนกัน อย่างนี้นี่เอง
ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของท่าเรือสาธรคือ จะมีชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย แล้วเค้าจะนิยมซื้อตั๋วประเภท One day trip กันเพราะดูจากแผนที่แล้วมันเป็นท่าแรกของการทัวร์แม่น้ำเจ้าพระยา อ้อ แล้วก็มีเรือเที่ยว 12.00 ที่เป็นเรือทัวร์ พร้อมไกด์คอยบรรยายให้ฟัง ไอ้เราก็ไม่เคยขึ้นเรือที่ท่านี้ซะด้วยซิ แต่เดินเข้าไปต่อแถวกับเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติ แอบได้ยินคนขายตั๋วบอกว่า One day trip 150 บาท เป็นตั๋วประเภท Unlimited อยากขึ้น-ลง ท่าไหน ก็ได้ไม่อั้นในวันเดียว
ถ้าพูดเรื่องการเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีชาวต่างชาติมากๆ ละก็ ความเป็นไปได้สูงถึง 90% ที่จะโดนเหมารวมว่าเป็นนักท่องเที่ยว เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แล้วก็ได้รับการถ่ายโอนสัญชาติไปเป็น อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อยู่เป็นประจำ แต่ตอนนั้นในหัวไม่ได้คิดเรื่องนี้หรอก เพราะมันมัวแต่กังวลว่าจะไปถึงที่หมายทันเวลารึเปล่า
พอมาถึงคิวเรา คนขายตั๋วถามว่า One day trip?
แล้วก็ยิ้มหวานตอบเค้ากลับไปว่า "จะไปวังหลังค่ะ"
คุณพี่ขายตั๋วเปลี่ยนกลับสู่เมนูภาษาไทยในทันที "ซื้อตั๋วบนเรือได้เลย เที่ยวต่อไปเป็นเรือทัวร์นะ"
แล้วก็ยิ้มหวานตอบเค้ากลับไปว่า "จะไปวังหลังค่ะ"
คุณพี่ขายตั๋วเปลี่ยนกลับสู่เมนูภาษาไทยในทันที "ซื้อตั๋วบนเรือได้เลย เที่ยวต่อไปเป็นเรือทัวร์นะ"
ไอ้คำลงท้ายว่า "เป็นเรือทัวร์นะ" มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในวินาทีนั้น รู้แต่ว่าให้มันไปได้ก็พอแล้ว แล้วก็จำได้ว่าเพื่อนบอกมาว่า "ให้ไปเรือธงส้ม จะเร็วกว่าเยอะ" ก็เลยกะว่าเดี๋ยวจะคอยดูละกันว่าธงมันสีอะไรก็เลยเดินไปนั่งรอกว่าเรือจะมา ปรากฎว่าลุงฝรั่งที่นั่งตรงกันข้ามบน BTS หันมาสบตาแล้วก็ถามว่า
"Do you speak English?" ถ้ามีชาวต่างชาติมาถามคำถามนี้ในเวลาที่คุณไม่อยากเสวนาด้วยละก็ให้ทำหน้าไม่เข้าใจที่เค้าพูด แล้วเค้าคนนั้นจะออกไปจากสายตาคุณในทันที แต่ถ้าคุณตอบว่า"Yes" แบบที่ฉันตอบไป มันจะกลายเป็นเกม 20 คำถามไปในทันที
คุณลุงต่างชาตินิรนามผู้นี้เข้าใจว่าฉันไม่ใช่คนไทย และคงด้วยอารมณ์ประมาณว่ามาเที่ยวคนเดียว อยากหาเพื่อนคุยตามประสา เพราะขนาดว่าบอกลุงแกไปแล้วว่า เพิ่งมาตรงนี้ครั้งแรกเหมือนกันตอนที่ลุงแกเอาแผนที่มากางหราให้ดู แต่ลุงคงเข้าใจไปว่าหัวอกเดียวกัน มานั่งเรือในเมืองไทยครั้งแรก เอาเข้าไป
คำถามที่ชาวต่างชาติจะชอบถามคนแปลกหน้าอีกอย่างคือ คุณทำงานอยู่หรือเรียนหนังสือ ไม่รู้ทำไม ถามกันอยู่ได้ยังกะเป็นคำถาม Default หรือเป็นเพราะว่าหน้าตาและขนาดเตี้ยป้อม มันทำให้บอกไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามีอายุเท่าไหร่ หรือคงจะเหมือนที่คนไทยแปลกใจที่ชาวต่างชาติหนุ่มสาวส่วนใหญ่มีร่างกายกำยำ แต่อายุกลับน้อยกว่าเราหลายขุมนัก หึ หึ
เวลาเที่ยงตรง เรือทัวร์ก็ลอยตามน้ำมา ฮ่าา นึกภาพแล้วขำ ลอยตามน้ำมา น่าจะเป็นแล่นมาดีกว่ามั้ย???
เรือมาปุ๊บ ดิฉันก็ลืมปั๊บว่าธงสีอะไร รู้แต่ว่าพนักงานพยักหน้าหงึกๆ ส่งสัญญาณให้ขึ้นเรือ ไอ้เราก็เด็กดี เชื่อฟัง เดินต่อแถวไปกะเค้าด้วย แล้วคุณลุงต่างชาตินิรนามคนนั้นก็ต่อแถวตามมา ตามมา แล้วก็ตามมา จนกระทั่งนั่งด้วยกันซะงั้นเลย ถ้าเป็นหนุ่มฝรั่งตาสีฟ้าหล่อราวเทพบุตรเดินตามกันมาขนาดนี้ รับรองว่าจะอาสาเป็นไกด์ให้ทั้งวัน ไม่ต้องไปอบรมอะไรมันแล้ว!
แต่ด้วยดวงชะตา ราศี หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เวลาไปไหนจะดึงดูดคนสูงอายุให้เข้ามาชวนคุย เอ็นดูราวกับเป็นลูกหลานกันไป แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็ชอบคุยกับคนที่อายุมากกว่าอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยเค้าก็ผ่านโลกมามากมายกว่าเราหลายช่วงตัว แถมยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยๆ และคอยหยอดคำสอนกันพอเป็นกระสัย
ระหว่างนั่งเรือไปลุงก็เริ่มสืบประวัติ สุดท้ายลุงเผยไต๋ว่า เห็นเราบนรถไฟฟ้าแล้วก็คิดว่าเป็น Mexican โอ้วววว เย้ ได้มาใหม่อีกหนึ่งสัญชาติ คราวนี้เริ่มออกนอกทวีปเอเชีย แฮะ ก็เลยต้องสาธยายกันว่า I was born in the south, it's the southern face, I guess.
ลุงบอกว่ามาจากประเทศชิลี บ้านอยู่เมืองซันติเอโก (Regin Metropolitana de Santiago) ทำงานด้าน Food Ingredient มาเมืองไทยครั้งแรกด้วยเรื่องงาน และมีเวลาเหลือเพียงแค่หนึ่งวันก่อนจะกลับประเทศ ก็เลยอยากใช้เวลาหนึ่งวันที่เหลือทำความรู้จักเมืองไทยให้ได้มากที่สุด การทำงานด้านนี้ทำให้ลุงต้องเดินทางไปหลายๆ ประเทศ เพื่อนำเสนอส่วนผสมต่างๆ มากมายในการทำอาหาร ลุงบอกว่าพูดได้หลายภาษา รวมถึงภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่นอะไรซักอย่างที่บอกชื่อมาก็ไม่สามารถออกเสียงตามได้
คุณลุงเป็นชาวอเมริกาใต้ที่มีความสนใจในวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนเอเชียไม่ใช่น้อย เพราะดูจากแต่ละคำถามที่ถามมาเหมือนกับเรากำลังอยู่ในชั่วโมงสังคมศึกษา ลุงถามฉันว่านับถือศาสนาอะไร ฉันบอกว่าเป็นชาวพุทธ ลุงสงสัยว่าชาวพุทธนี่เค้า "Prey"กันที่ไหน
เราก็อธิบายว่าเราไปทำบุญกันที่วัด แต่กลับโดนยิงกลับมาว่า งั้นเธอก็ไปวัดทุกอาทิตย์ละซิ ตอบกลับแทบไม่ทันว่า "No!" ลุงแกยิงกลับมาว่า ทำไมล่ะ กำลังจะอ้าปากอธิบาย ลุงรู้ใจ เธอนับถือด้วยใจใช่มั้ยล่ะ เออ แน่ะ รู้ดี
หลังจากโดนยิงคำถามกระหน่ำแบบไม่ให้เวลาคิด เราก็ต้องเอาคืน ด้วยประโยคหากินแบบ And you? แต่ดูท่าจะไม่ชนะ เพราะลุงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก นับว่าเป็นคำตอบที่เปรี้ยวมาก สาวไทยไม่ยอมแพ้ อยากรู้เหตุผล เลยยิงกลับไปว่า So you believe in yourself?
No, I believe in people, I believe in man made.
อืม เค้าก็มีเหตุผลดีเนอะ ไม่ใช่ว่าอยากทำตัวขวางโลก ด้วยการเว้นช่อง Religious เวลากรอกเอกสารราชการให้ว่างไว้ จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องผิดนี่นาที่เค้าไม่มีศาสนา เพราะว่าของอย่างนี้จะว่าไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากศรัทธาหรือความเชื่อของเราไม่ใช่หรอกหรือ ลุงบอกว่าที่ชิลีไม่มีวัดไทย มีแต่โบสถ์ของชาวคริสต์ บางทีลุงแกก็ไปโบสถ์นะ แต่ไปดู ไปชื่นชมความเลื่อมใสในสิ่งที่คนเราเชื่อและศรัทธา ก็แปลกดี
ระหว่างที่นั่งเรือไปมีเสียงไกด์คอยบรรยายเป็นระยะๆ ชี้ชวนให้ดูจุดต่างๆ ริมแม่น้ำ แต่ที่ชอบมากคือ โรงแรมอะไรซักอย่างที่ David Beckham มาพัก ไกด์พยายามย้ำเป็นพิเศษ ราวกับเป็นวาระแห่งชาติ กำลังแอบขำ ลุงหันมาบอกว่า ฟังไกด์พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พลางบ่นว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่คุ้นกับสำเนียงหรือยังไง อ้าวแล้วกัน แล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าจะเข้าใจกันมั้ยเนี่ย
จะว่าไปแล้วการมีโอกาสได้นั่งคุยกับชาวต่างชาติ มันเป็นเหมือนการย้ำเตือนความเป็นตัวตนคนไทยของเรา สิ่งที่เค้าถาม เค้าอยากรู้ ก็คือสิ่งที่เราอยู่ สิ่งที่เราเป็น บางคำถามอาจจะดูติดตลก อย่างที่ลุงถามว่า ถ้าคนฝั่งนี้จะไปยั่งโน้นทำยังไง พายเรือหรือว่ายน้ำไปเหรอ เค้าคงอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่าวิถีไทยแบบที่ไม่ใช่เห็นตามสยามมันเป็นยังไง อย่าว่าแต่เค้าเลย เราเองอาศัยอยู่ในเมืองมากๆ เข้า มันทำให้เราติดอยู่กับความสะดวกสบาย และคุ้นชินกับคำว่า "ทันสมัย" มากกว่าความ "เรียบง่าย" มิใช่หรือ
ลุงชี้ให้ดูที่วัดนึงก่อนที่จะถึงท่าเตียน ลุงบอกว่า "เธออาศัยอยู่ในที่ที่สวยงามแบบนี้ แต่เธอก็อยู่กับมันทุกวัน จนบางทีเธอก็ลืมไปว่ามันสวยงาม ใช่มั้ยล่ะ" โอยย อายแทบจะกระโดดลงจากเรือ
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ใกล้ถึงที่หมาย ลุงบอกว่าจะลงที่ท่าเตียนเพื่อไปชมวัดโพธิ์ตามที่เราแนะนำ ว่าแล้วก็เขย่ามือกันตามมารยาท แล้วก็บอกลากัน แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าได้นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย ถึงเค้าจะเป็นคุณลุงนิรนามที่มาจากอีกซีกหนึ่งของโลก แต่อยากจะบอกว่า You make my day. เข้าให้แล้ว
อย่าปฏิเสธที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การผ่านเข้ามาแค่ไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้เราจำเค้าได้ไปอีกนาน
อ้อ! ขากลับได้เห็นวัดพระแก้วที่มีแสงแดดยามเย็นตกกระทบนี่มันช่างงามงดเหลือคำบรรยาย อิจฉาคนที่ได้เห็นวิวนี้ทุกวันจังเลย



















