พักนี้อ่านหนังสือช้าเป็นบ้าเลย (โว้ย)
Thursday, July 02, 2009
Thursday, April 30, 2009
Surf Style by Rip Curl
Rip Curl แบรนด์ต้นกำเนิดจากแดนจิงโจ้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสองเพื่อนนักเซิร์ฟจากแถบชายฝั่งเมืองวิคทอเรียในปี 1969 ซึ่งเริ่มแรกสองคู่หู Brian และ Claw รับทำเซิร์ฟบอร์ดเพียงเพื่อหาเงินสนองความเสน่ห์หาที่มีต่อท้องทะเลและภูเขา
28 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น Rip Curl ได้กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าสำหรับนักเล่นเซิร์ฟระดับโลก ซึ่งสินค้าของยี่ห้อนี้ได้แก่ เซิร์ฟบอร์ด wetsuits เสื้อผ้า นาฬิกา และอุปกรณ์ต่างๆ มากมายสำหรับนักเซิร์ฟและ mountainwear อยากรู้รายละเอียดยิบย่อยมากกว่านี้ก็คลิกไปอ่านกันเองที่
http://www.ripcurl.com.au/?thebegining
เพราะว่าขี้เกียจแปลแล้ว แป่ววว
แต่ที่แน่ๆ คือชอบสีสันของเสื้อผ้ายี่ห้อนี้เอามากๆ แถมดีไซน์ก็เก๋ได้ใจ ผ่าน shop ทีไรต้องไปเลียบๆ เคียงๆ แต่สนนราคาน่าเศร้าใจ ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ขอแค่ดูให้สุขใจก็เป็นพอ นอกจากเสื้อผ้า และ accessories ที่ออกแบบได้เก๋ไก๋แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือโปสเตอร์งานเทศกาลทั้งหลายของ Rip Curl ดูได้เพลินตาsearch หามาฝากกัน เก๋เนอะ







28 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น Rip Curl ได้กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าสำหรับนักเล่นเซิร์ฟระดับโลก ซึ่งสินค้าของยี่ห้อนี้ได้แก่ เซิร์ฟบอร์ด wetsuits เสื้อผ้า นาฬิกา และอุปกรณ์ต่างๆ มากมายสำหรับนักเซิร์ฟและ mountainwear อยากรู้รายละเอียดยิบย่อยมากกว่านี้ก็คลิกไปอ่านกันเองที่
http://www.ripcurl.com.au/?thebegining
เพราะว่าขี้เกียจแปลแล้ว แป่ววว
แต่ที่แน่ๆ คือชอบสีสันของเสื้อผ้ายี่ห้อนี้เอามากๆ แถมดีไซน์ก็เก๋ได้ใจ ผ่าน shop ทีไรต้องไปเลียบๆ เคียงๆ แต่สนนราคาน่าเศร้าใจ ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ขอแค่ดูให้สุขใจก็เป็นพอ นอกจากเสื้อผ้า และ accessories ที่ออกแบบได้เก๋ไก๋แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือโปสเตอร์งานเทศกาลทั้งหลายของ Rip Curl ดูได้เพลินตาsearch หามาฝากกัน เก๋เนอะ







Thursday, April 23, 2009
Please judge a book by its cover
Thursday, April 16, 2009
Oh Mercy...ยินดีที่ได้รู้จัก
วันนี้มีคนแนะนำให้เรารู้จักวงที่ชื่อ Oh Mercy ตอนที่กำลังฟัง Triple J เพลินๆ เค้าก็เปิดเพลงแบบที่ฟังปุ๊บก็ชอบทันที ได้ยินดีเจบอกชื่อเพลงว่า Lay everything on me แต่ฟังชื่อนักร้องไม่ทันหรอก ก็เลยเอามา searh หา แล้วก็เจอเว็บนี้ http://www.myspace.com/ohmercybandวิธีการทำความรู้จักกับเพลงหรือนักร้องของเรามักจะเป็นอย่างนี้แหละ เริ่มจากฟังเพลง ถ้าฟังแล้วคลิก ก็จะใช้วิธีจับเนื้อเพลง (เผื่อไว้ในกรณีที่ฟังชื่อนักร้องไม่ทัน หรือดีเจไม่ได้บอก) แล้วใช้ Search engine ให้มันเป็นประโยชน์ซะ แล้วจะรู้ว่านักร้องดีๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ไซเบอร์มากมายมหาศาล
เมื่อปีก่อนเคยคลิกไปเรื่อยใน myspace นี่แหละ เจอนักร้องที่ชื่อคล้ายค่ายมือถือ Eric Hutchinson ฮิตมากๆ ในหมู่นักฟังเพลงบนโลกออนไลน์ แถมตอนนั้นยังเปิดให้ดาวน์โหลดเพลงไปฟังกันฟรีๆ อีกต่างหาก ตอนนี้เหรอ อยากฟังต้องซื้ออย่างเดียวค่ะ เพราะว่าพี่เค้ามีสังกัด มีอัลบั้ม มี MV เป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว (เพิ่งเห็นใน Channel V เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนนี่เอง)
!!กลับมาที่ Oh Mercy ต่อดีกว่า!!
อัลบั้มแรกของพวกเค้ามีชื่อว่า In the Nude for Love เป็นอัลบั้มเรียกน้ำย่อย (EP) ก่อนปล่อยของจริงตามมา แต่นัยว่าเรียกว่าอัลบั้มปั่นกระแสจะได้ผลเพราะว่าแค่ 3 เพลงที่เอามาเล่นใน myspace (จากทั้งหมด 7 เพลง) ฟังรอบเดียวผ่านฉลุยแบบเข้าหูซ้ายไม่ทะลุหูขวา ไม่แปลกใจที่วงนี้เค้ามีคิวคอนเสิร์ตยาวไปถึงกลางปีแล้ว ว่างๆ ก็ตามลิงค์ที่ให้ไปฟังดูนะ เพราะดี ฟังกีที่ก็เพราะ
(Oh Mercy - touring from facebook.com)อ้อ ขอกระซิบอีกนิดว่าลองเจียดเวลาที่ต้องทนฟังโฆษณาบนคลื่นวิทยุแล้ว
คลิกไปฟังเพลงที่คลื่น Triple J จากแดนจิงโจ้ดู เค้าเปิดเพลงเพราะเสนาะหู แต่ไม่ใช่เพลงตลาดแบบบ้านเรา ที่ดีเจเอาแต่เปิดตามลิสต์ที่เค้าบังคับ (ต่อให้ขอเพลงให้ตายเค้าก็ไม่เปิดให้คุณหรอก เพราะลิสต์เพลงที่ได้มาก่อนออนแอร์น่ะ มันอัดแน่นเต็มแแล้ว ไหนจะเล่มเกมกะโฆษณาอีกนะ หุหุ) คนใกล้ตัวเค้าแนะนำมา แล้วเป็นไงล่ะ ติดใจ!!
Wednesday, March 25, 2009
Sunny Day...Sunny Dear
(ว่าแต่เค้าคือใครฟะ) ตูนี่แหละพูดเอง
ถ้าไปทะเลถ้าจะให้ดี มันต้องเจอแดดเปรี้ยง
แบบที่เอาแว่นขยายมาจ่อหัวไม้ขีดแล้วจุดไฟติดภายในไม่กี่นาที
เพราะ่ว่าแดดแบบนี้จะทำให้น้ำทะเลสีฟ้าจัดมากถึงมากที่สุด
แล้วไม่ต้องบ่นเรื่องกลัวดำให้ได้ยิน
เพราะหญิงสาวผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ฮ่าา
เพราะ่ว่าแดดแบบนี้จะทำให้น้ำทะเลสีฟ้าจัดมากถึงมากที่สุด
แล้วไม่ต้องบ่นเรื่องกลัวดำให้ได้ยิน
เพราะหญิงสาวผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ฮ่าา
Friday, March 13, 2009
Jack Johnson in DC

Jack Johnson is my all time favourite artist. And this is the very first time I saw him wore such a formal cloth.
You look cool anyway, Jack!!
Wonder why he dressed like this , check this out http://www.jackjohnsonmusic.com
One Friday
วันนี้วันศุกร์
วันนี้พบว่า...
วันนี้พบว่า...
เพลีย
ตื่นมาด้วยอาการเพลียๆ หัวหนักๆ เพราะว่าหลับไม่สนิทเท่าไหร่
เคยเป็นมั้ยที่ร่างกายมันหลับ แต่สมองมันไม่หลับไปด้วย
โดนหลอกแม้กระทั่งมือถือของตัวเอง
นาฬิกาปลุกจากมือถือมันร้องแล้วร้องอีก จนต้องยอมตื่น
เพราะว่ามันเจ็ดโมงเกินครึ่งเข้าไปแล้ว
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ มองท้องฟ้า ทำไมวันนี้มันมืดๆ วะ
เปิดทีวีดูเวลา กรี๊ดดดดด นี่มันเพิ่ง 7.16 น. เท่านั้นเอง
ฮ่วย
ร้อนคงทน
ต่อให้ออกจากบ้านเช้าแค่ไหน ความร้ายกาจของหน้าร้อนก็ไม่ลดลง
ถึงแดดจะยังไม่จัดมาก แต่ก็ทำเอาเหงื่อซึมไม่ต่างกับมาตอนเก้าโมง หึ หึ
มาทำงานเช้าแบบไม่ได้นัดหมาย
วันนี้ที่แผนกมาเช้ากันแบบผิดปกติมากถึงมากที่สุด
ทั้งๆ ที่จะยังไม่ 8.30 ดีด้วยซ้ำ
สงสัยอีเมล์ข่มขวัญจากเบื้องบนจะได้ผล ฮาา
กาแฟช่วยให้ใจสั่นไม่ใช่ทำให้ตื่น
ก็เพราะว่าเพลียจากที่หลับไม่สนิท รู้สึกว่าหัวมันจะทิ่มซะให้ได้
หยิบกาแฟเย็นแบบขวดขนาดจ้อยที่ซื้อมาจากสีลมด้วยราคาที่บาดใจ
กินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก นอกจากทำให้ใจสั่นมากขึ้น
สุดท้ายตื่นได้ เพราะแม่น้องกายโทรมาบอกผลสอบของน้องแก้ม
แป่ววว
การต่อราคาคือความพึงพอใจของผู้ขายหาใช่ผู้ซื้อ
ตอนเที่ยงไปยืนเลือกหูฟังที่ตลาดนัดใต้ตึก
สนนราคา 130 แต่แม่ค้าลดให้จาก 120 แล้วขยับลดให้เองมาเป็น 100 ซะงั้น
น้องที่แผนกขาประจำเดินมาค่อนขอดว่าทำไมทีงี้ลดให้
แม่ค้าพูดยิ้มๆ บอกว่า "ทำไมล่ะ พอใจ ชอบคนนี้มากกว่า คนนี้สวยกว่า อยากลดให้" ฮ่าาาาาา
ผู้หญิงไม่เคยมีเหตุผลในการจับจ่าย
เดินไปยืนดูร้านแว่นกันแดด หยิบมาลองเล่นๆ ไม่ได้จะซื้อหรอก
เพราะว่ามีอันโปรดอยู่แล้ว
เพราะว่ามีอันโปรดอยู่แล้ว
ทะลึ่งหยิบมาลอง อืออออ ดูดีมีราศี แล้วก็วาง
เพื่อนขาช้อปข้างๆ บอกว่า สวยดีนะ
199 เหรอ พี่ลดหน่อยได้มั้ยคะ คนขายกระซิบเบาๆ แบบกลัวลูกค้าคนอื่นได้ยิน "180 นะ" เป็นไงล่ะ ได้เสียเงิน
ซีรีย์และหนังนั้นสำคัญไฉน
หลังจากนั่งสำรวจตรวจตราแล้วว่าซีรีย์และหนังที่มีอยู่นั้นมันช่างมากมายหลายตอนเหลือเกินทั้ง Gossip Girl, Privileged, 90201 แล้วก็หนังอีกสารพัดในคลังสมบัติที่เยอะมากขนาดไม่สามารถบรรยายได้
เสาร์ - อาทิตย์นี้ เจอกัน มหกรรมการดูซีรีย์มาราธอนกำลังจะบังเกิด!!
การเป็นคนดีคือสิ่งผิดปกติ
แอบเมาท์กะเพื่อนว่าเดี๋ยวนี้คนใกล้ตัวทำตัวดีผิดปกติ
เพื่อนบอกว่า "มีกิ๊กชัวร์"
ฮาาาาา
Tuesday, March 03, 2009
Coming of age & Road trip story ...วัยเยาว์ที่เราก้าวผ่านไปและการเดินทางเพื่อความเปลี่ยนแปลง
เคยถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วชอบดูหนัง หรืออ่านหนังสือแนวไหนมากที่สุดคำตอบคือหนังหรือหนังสือประเภท Coming of age และประเภท Road trip เหตุผลคือ เรื่องราวทั้งสองประเภทเป็นการถ่ายทอดประสบการเรียบๆ ง่ายแต่มันมีพลังของความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นตามมา ฤดูร้อนอันแสนเซ็ง และ เดินสองดวงจันทร์ (Walk two moons) หนังสือสำหรับเยาวชนสองเล่มที่เป็นตัวแทนของการข้ามผ่านวัยเยาว์และการเรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยจากการเดินทางที่ได้ใจไปเต็มๆ และต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่มีวิธีการเล่าเรื่องออกจะคล้ายกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ผู้เขียนมาจากต่างชาติต่างภาษา แต่ใช้วิธีการดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ก็สามารถทำให้ไม่อยากวางมือไปจากมัน และท้ายที่สุดมันกลับสร้างแรงสะเทือนต่อผู้อ่านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ด้วยความสัตย์จริงต้องบอกว่าซื้อหนังสือเล่มแรกเพราะแค่สะดุดตาด้วยคำว่า "ฤดูร้อน" ไม่ได้เปิดอ่านแม้แต่คำสรรเสริญเยินยอ หรือบทเริ่มเรื่องเลยแม้แต่น้อย
"ฤดูร้อนอันแสนเซ็ง" หนังสือแปลจากญี่ปุ่นเล่มนี้มีเรื่องสั้นสองเรื่อง เรื่องแรกมีชื่อเหมือนบนปกหนังสือ ส่วนเรื่องที่สองมีชื่อแปลกว่า "เมื่อวาน ผมไปดาวอังคารมาล่ะ" ทั้งสองเรื่องมีตัวดำเนินเรื่องเป็นเด็กผู้ชาย แตกต่างกันแค่สถานะและความสัมพันธ์
เรื่องแรกเป็นความสัมพันธ์ของเด็กผู้ชายแปลกหน้าสองคนที่ต้องมาทำความสะอาดสระน้ำโรงเรียนร่วมกันในช่วงฤดูร้อน ในขณะที่เรื่องที่สอง บอกเล่าความสัมพันธ์ของพี่ชายและน้องชายที่ไม่ค่อยจะดีนัก โดยเฉพาะพี่ชายดูจะมองน้องตัวเองว่าเป็นตัวประหลาดเสียด้วยซ้ำไป แต่ในเรื่องสั้นทั้งสองนี้มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่ทำให้ตัวละครของเราได้บอกลาความเยาว์ไปสู่การเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เป็นไป และพร้อมที่จะเติบโตก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ต่อไป
ส่วน Walk two moons หรือ เดินสองดวงจันทร์
...หนังสือเล่มนี้คือหนังสือสำหรับเยาวชนที่ทำให้เราร้องไห้ได้เป็นเล่มที่สองตั้งแต่เคยอ่านต้นส้มแสนรักเมื่อนานมาแล้ว!!!
เนื้อเรื่องเล่าผ่านเด็กผู้หญิงชาวอินเดียนแดงชื่อแปลกประหลาดที่กำลังออกเดินทางไปกับปู่ย่าสู่จุดหมายปลายทางแห่งหนึ่งพื่อค้นหาคำตอบบางอย่าง แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ค้นพบกลับไม่ใช่คำตอบที่จุดหมายปลายทาง แต่ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ค่อยๆ ปะติดปะต่อผ่านเรื่องเล่าของตัวเธอเองในระหว่างการเดินทางนั่นต่างหากเล่าที่ทำให้เธอค้นพบตัวตนและทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และเข้าใจประโยคสั้นๆ ที่ว่า"อย่าได้ตัดสินใคร จนกว่าจะได้ใส่รองเท้าม็อคคาซินของเขาเดินสองดวงจันทร์"ต้องบอกว่าการอ่านเรื่อง เดินสองดวงจันทร์ เป็นเหมือนการค่อยๆ ต่อเติมจิ๊กซอว์ลงไปทีละชิ้น และซึมซับเรื่องราวของเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ซ้อนทับกับอยู่ และ เมื่อความลับต่างๆ ของเรื่องนี้เปิดเผยออกมาทั้งหมด ต้องบอกว่าเล่นเอาเรารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรซักอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ แต่กลายเป็นน้ำตาต่างหากที่ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว
ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนที่แนะนำให้อ่านกัน ถึงเราจะแก่ย่างสามสิบหรือสี่สิบกันแล้วก็ตาม แต่ความเยาว์ยังมีอยู่กับเราทุกคน และบางทีเราอาจค้นพบว่าเคยมีช่วงเวลาหนึ่งตอนวัยเยาว์หรือมุมเล็กๆ ระหว่างการเดินทางที่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเรามาแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว...แค่นั้นเอง
Tuesday, February 10, 2009
แทบธุลีดิน 18 วันกับ 80 กิโลเมตร

นี่คือหนังสือที่เล่มแรกที่อ่านจบประเดิมปี 2552!!
มีคนบอกว่า คนเราถ้าคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ชีวิตมันก็จะเดิมๆ วันก่อนดูซีรีย์ฮิตอย่าง Gossip Girls Season 2 ได้ยินประโยคนึงว่า " Get out of your comfort zone!" ออกมาจากพื้นที่เดิมๆ ของตัวเองกันซะบ้าง
"แทบธุลีดิน 18 วันกับ 80 กิโลเมตร" หนังสือที่ไม่น่าเชื่อกว่าตัวเองจะซื้อมาอ่านได้
ทำไมนะเหรอ??
ก็เพราะทั้งหมดทั้งมวลแล้วมันคือบันทึกการเดินทางเพื่อไปแสวงบุญในประเทศธิเบตนั่นเอง อย่างเราเนี่ยนะจะสนใจเรื่องไปแสวงบุญ ขอโทษเหอะกะอีแค่วัดปีนึงเข้าจริงๆ จังๆ กับเค้าซักกี่วันกันเชียว แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าเราทำแต่สิ่งเดิมๆ เราก็จะคิดแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นได้เวลาเอาเรื่องใหม่ๆ ใส่หัวซะบ้างเถิดจะเกิดผล
เกิดจริงๆ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจใช่เล่น คนเราถ้าลองตั้งใจจริง และมีศรัทธาในสิ่งที่ทำ พลังมันก็จะมาเอง แล้วผลที่เกิดคงไม่ต้องบอกว่าจะเป็นยังไง
ฉันเคยเอ่ยปากถามพ่อว่าทำไมถึงไม่เลือกที่จะเกษียณก่อนกำหนด แบบที่ข้าราชการไทยสมัยนี้เค้าทำกัน
เพราะแลดูพ่อเหนื่อยล้ากับหน้าที่การงานเหลือเกิน พ่อตอบว่า อีกนิดเดียวก็จะเกษียณแล้ว อดทนอีกนิดเดียว
พอได้อ่านเล่มนี้แล้วหายสงสัย แม้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราตั้งใจอาจดูไม่มีความหมาย หรือแฝงไปด้วยความสงสัยในสายตาคนอื่น แต่จะสนใจทำไม ในเมื่อมันคือความตั้งใจของเรา
Friday, January 30, 2009
Last night I dreamed...

เมื่อคืนนี้ฉันฝัน ฝันว่าอยู่ท่ามกลางสนามรบ ฉันเห็นชาวอิสราเอลกำลังปาระเบิดใส่ตึกที่มีชาวปาเลสไตน์อยู่ในนั้น ฉันเห็นตึกมันถล่มลงมาที่ละชั้นๆ ฉันเห็นทหารอิสราเอลไล่ยิงผู้คนไปทั่ว ผู้คนหนีตายหาที่หลบซ่อนเท่าที่จะหาได้ในวินาทีนั้น ฉันเห็นตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เราวิ่งเข้าในตึกที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ มองหามุมปลอดภัยที่คิดว่าจะหลบจากความตายได้ และลุ้นด้วยใจระทึก แต่แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่ามันคือความฝัน
ในขณะที่เรื่องเหล่านี้เป็นแค่เรื่องร้ายในความฝันสำหรับเรา แต่กับใครอีกหลายคนเล่าที่กำลังเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวและความตาย อย่างไม่มีทางเลือก มีคนบอกว่าตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเราก็ไม่ได้มีสงครามที่น่ากลัวอะไรอย่างนั้นอีก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เรียกว่า "สงคราม" ยังคงมีอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วโลก โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดเหมือนก่อนแค่นั้นเอง สงครามยังคงมีอยู่ ความตายก็ยังมีอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็เท่านั้นเอง
เคยดูเรื่อง Black Hawk Down มั้ย หนังสงครามที่สร้างจากเรื่องจริงที่ตูมตามกันตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง มีฉากหนึ่งก่อนที่สงครามกลางเมืองกำลังจะปะทุ ทหารนายหนึ่งพูดขึ้นมาระหว่างที่กำลังนั่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ประมาณว่า "ใครจะไปคิดว่าสถานที่มีท้องฟ้าใสและทะเลสวยแบบนี้จะมีสงคราม"
สงครามในความจริงกับในหนังต่างกันตรงที่ในความเป็นจริง ความตายก็คือความตาย ที่ไม่ได้มีไว้ฉายเป็นภาพสโลว์โมชั่นให้ดู ก็เท่านั้นเอง
Wednesday, January 21, 2009
Burn After Reading...จบข่าวก็เผาซิคะ

ปีนี้ตั้งใจไว้ว่าจะดูหนังดีมีคุณภาพให้ได้มากถึงมากที่สุด หลังจากที่ปีก่อน ไปดูหนังที่ลิโดได้ไม่ถึง 10 ครั้ง ที่พอจะจำได้เห็นจะเป็น Across the Universe และ Once ที่ดูแล้วอิ่มใจไปทั้งหนังและเพลง
Burn After Reading หนังเรื่องแรกของปีนี้ ที่ได้ดูด้วยความบังเอิญ ที่ว่าบังเอิญเพราะว่าเสร็จธุระตอนบ่ายวันเสาร์ตอนประมาณสี่สี่สิบ และบังเอิญว่าหนังเรื่องนี้มีรอบฉายตอนสี่โมงห้าสิบ ก็เลยรีบเดินทางจากสีลมไปลิโดภายในเวลา 10 นาที แต่เสียเวลาประมาณเกือบ 3 นาทีเพื่อรอตีตั๋ว
เวลากว่า 3 นาทีที่เสียไปไม่ใช่อะไรหรอกนะ
เพราะคุณพี่ข้างหน้าจะดูหนังรอบทุ่มครึ่ง คงเห็นว่ามีเวลาอีกนาน
ก็เลยชวนพนักงานคุยนั่นนี่ ผ่านไปแล้วสองนาที
เริ่มนานไปแล้วนะคะ ก็เลยใช้วิธีเสนอหน้าจะซื้อตั๋วๆ
โป๊ะ เชะ พอดีเด๊ะเลยค่ะ
เข้าโรงปุ๊บ หนังเริ่มปั๊บ เริ่ดดดดด

สนุกดีนา Burn After Reading เนี่ย
ใครจะไปคิดว่า CIA พนักงานฟิตเนส เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง เว็บไซต์หาคู่ และสถานทูตรัสเซีย จะมาเชื่อมโยงกันได้ในรูปแบบที่มหัศจรรย์พันลึก ตอนตีตั๋วก็ไม่รู้หรอก เรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่เห็นชื่อคนเล่นแล้วน่าสนใจแฮะ ระหว่างดูไปก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกะอ่านจบแล้วเผาวะ
สุดท้ายได้คำตอบแล้วว่า อ้อออออออ เป็นอย่างนี้นี่เอง
ไม่บอก อยากรู้ไปดูดิ
ปล. Brad Pitt เล่นเรื่องนี้ได้ so gay มากๆ ค่ะ
Friday, January 16, 2009
สวัสดีปีป่วย
ช่างเป็นการเริ่มต้นปีได้ดีเหลือเกิน
เข้าสู่เดือนแรกของเดือนมกราคมได้ไม่เท่าไหร่ก็ป่วยไข้กันไปซะแล้ว จริงๆ แล้วจะบอกว่าป่วยส่งท้ายปี 2008 ซะด้วยซ้ำ เพราะช่วงวันที่ 30-31 ธ.ค. ของปีที่แล้ว จู่ๆ ก็เป็นไข้เจ็บคอ ปวดหัวซะอย่างนั้น อัดยาเข้าไปไม่เท่าไหร่ก็หายดี อาจเป็นเพราะปีนี้นายก เอ๊ย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ปกติแล้วเป็นคนที่มีต่อมรับรู้เรื่องสภาพอากาศค่อนข้าง sensitive เอาการถ้าร้อนมาก หนาวมาก ก็พาลจะเป็นไข้เอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน เคยดูในทีวีมีหมอจีนมาอธิบาย ถ้าจำไม่ผิดเค้าบอกว่าส่วนที่รับรู้ความร้อน หนาวจะอยู่บริเวณแผ่นหลัง ต้องคอยรักษาอุณหภูมิบริเวณนี้ให้พอดีเข้าไว้
แต่ก่อนเวลาที่ได้เจอกับอากาศหนาวๆ ต้องบอกว่า ตื่นเต้น ดีใจ เพราะที่ภาคใต้มันไม่มีฤดูหนาว มันมีแต่ฝนตกพรำๆ กับแดดจ้าท้ามะเร็ง พอได้มาเจออากาศเย็นๆ ยิ่งพูดออกมาเป็นไอ โอ้โห ตื่นเต้นชะมัด แต่มาระยะหลังๆ ชักรู้สึกไม่ค่อยสนุก เพราะยิ่งเจอกับ Global Warming เข้าไป อากาศเข้าขั้นบ้าๆ บอๆ กันไป
ทั่วโลก อย่างกรุงเทพปีนี้ก็เจออากาศหนาวเข้าไปถึง 15 องศา เรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยด้วยซ้ำไป ออสเตรเลีย เวียดนามก็ทะลึ่งมีหิมะ ฮ่องกงก็เจอน้ำค้างแข็ง
ล่าสุดค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบอากาศหนาวซักเท่าไหร่
แต่กลับชอบแสงแดดจ้า และทะเลสีฟ้ามากกว่าเป็นไหนๆ
ก็ตอนไปเที่ยวลาวนี่แหละ ขนาดเป็นประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่ต้องไปไกลถึงยุโรปก็หนาวสะท้าน
กลางค่ำกลางคืนก็ไม่อยากจะเดินไปไหนซักเท่าไหร่
แถมยังต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ จนตัวใหญ่เท่าหมี
ตอนเช้าก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีแดดออกมาให้ได้อุ่นมืออุ่นตีนบ้าง เพราะรู้สึกว่าการอยู่กับอากาศหนาวๆ ทึมๆ ชีวิตมันก็เฉาเหมือนกันนะ เข้าใจเลยว่าทำไมคนฝั่งยุโรปถึงได้โหยหาแสงแดดกันนัก
แล้วทำไมคนกรุงเทพถึงเห่อฤดูหนาว??
พอเข้าหน้าหนาวทีไรประชากรไทยต่างแห่กันไปขึ้นดอยเพื่อสัมผัสอากาศหนาว คำถามที่ได้ยินกันบ่อยมากในช่วงฤดูนี้คือ ไปเที่ยวไหนมา หนาวมั๊ย โอ้ย หนาวมาก แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วไม่ได้เจออากาศหนาวเกิดอาการ fail เหมือนคนอกหักกันซะอย่างนั้น บางคนก็แอบหวังว่าอยากให้หนาวอย่างนี้นานๆ แต่เรากลับสงสารตัวเองแล้วก็คนที่อยู่ในพื้นที่ที่หนาวมากๆ คงลำบากน่าดู เพราะดูข่าวในทีวีเค้าบอกว่าขนาดงูจงอางมันยังซึม
แล้วคนเลือดอุ่นอย่างเราๆ จะทนได้แค่ไหน
อย่ามัวแต่เห่ออากาศหนาวกันเกินไป
โอเค แฟชั่นหน้าหนาวนี่มันก็โก้เก๋อยู่หรอก แต่ก็อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ธรรมชาติมันกำลังส่งสัญญาณให้เรารู้
หน้าหนาวยังหนาวได้ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดว่าหน้าร้อนมันจะร้อนได้ขนาดไหน
สวัสดีปีป่วย เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็เตรียมป่วยกันต่อไป
เข้าสู่เดือนแรกของเดือนมกราคมได้ไม่เท่าไหร่ก็ป่วยไข้กันไปซะแล้ว จริงๆ แล้วจะบอกว่าป่วยส่งท้ายปี 2008 ซะด้วยซ้ำ เพราะช่วงวันที่ 30-31 ธ.ค. ของปีที่แล้ว จู่ๆ ก็เป็นไข้เจ็บคอ ปวดหัวซะอย่างนั้น อัดยาเข้าไปไม่เท่าไหร่ก็หายดี อาจเป็นเพราะปีนี้นายก เอ๊ย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ปกติแล้วเป็นคนที่มีต่อมรับรู้เรื่องสภาพอากาศค่อนข้าง sensitive เอาการถ้าร้อนมาก หนาวมาก ก็พาลจะเป็นไข้เอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน เคยดูในทีวีมีหมอจีนมาอธิบาย ถ้าจำไม่ผิดเค้าบอกว่าส่วนที่รับรู้ความร้อน หนาวจะอยู่บริเวณแผ่นหลัง ต้องคอยรักษาอุณหภูมิบริเวณนี้ให้พอดีเข้าไว้
แต่ก่อนเวลาที่ได้เจอกับอากาศหนาวๆ ต้องบอกว่า ตื่นเต้น ดีใจ เพราะที่ภาคใต้มันไม่มีฤดูหนาว มันมีแต่ฝนตกพรำๆ กับแดดจ้าท้ามะเร็ง พอได้มาเจออากาศเย็นๆ ยิ่งพูดออกมาเป็นไอ โอ้โห ตื่นเต้นชะมัด แต่มาระยะหลังๆ ชักรู้สึกไม่ค่อยสนุก เพราะยิ่งเจอกับ Global Warming เข้าไป อากาศเข้าขั้นบ้าๆ บอๆ กันไป
ทั่วโลก อย่างกรุงเทพปีนี้ก็เจออากาศหนาวเข้าไปถึง 15 องศา เรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยด้วยซ้ำไป ออสเตรเลีย เวียดนามก็ทะลึ่งมีหิมะ ฮ่องกงก็เจอน้ำค้างแข็ง
ล่าสุดค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบอากาศหนาวซักเท่าไหร่
แต่กลับชอบแสงแดดจ้า และทะเลสีฟ้ามากกว่าเป็นไหนๆ
ก็ตอนไปเที่ยวลาวนี่แหละ ขนาดเป็นประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่ต้องไปไกลถึงยุโรปก็หนาวสะท้าน
กลางค่ำกลางคืนก็ไม่อยากจะเดินไปไหนซักเท่าไหร่
แถมยังต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ จนตัวใหญ่เท่าหมี
ตอนเช้าก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีแดดออกมาให้ได้อุ่นมืออุ่นตีนบ้าง เพราะรู้สึกว่าการอยู่กับอากาศหนาวๆ ทึมๆ ชีวิตมันก็เฉาเหมือนกันนะ เข้าใจเลยว่าทำไมคนฝั่งยุโรปถึงได้โหยหาแสงแดดกันนัก
แล้วทำไมคนกรุงเทพถึงเห่อฤดูหนาว??
พอเข้าหน้าหนาวทีไรประชากรไทยต่างแห่กันไปขึ้นดอยเพื่อสัมผัสอากาศหนาว คำถามที่ได้ยินกันบ่อยมากในช่วงฤดูนี้คือ ไปเที่ยวไหนมา หนาวมั๊ย โอ้ย หนาวมาก แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วไม่ได้เจออากาศหนาวเกิดอาการ fail เหมือนคนอกหักกันซะอย่างนั้น บางคนก็แอบหวังว่าอยากให้หนาวอย่างนี้นานๆ แต่เรากลับสงสารตัวเองแล้วก็คนที่อยู่ในพื้นที่ที่หนาวมากๆ คงลำบากน่าดู เพราะดูข่าวในทีวีเค้าบอกว่าขนาดงูจงอางมันยังซึม
แล้วคนเลือดอุ่นอย่างเราๆ จะทนได้แค่ไหน
อย่ามัวแต่เห่ออากาศหนาวกันเกินไป
โอเค แฟชั่นหน้าหนาวนี่มันก็โก้เก๋อยู่หรอก แต่ก็อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ธรรมชาติมันกำลังส่งสัญญาณให้เรารู้
หน้าหนาวยังหนาวได้ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดว่าหน้าร้อนมันจะร้อนได้ขนาดไหน
สวัสดีปีป่วย เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็เตรียมป่วยกันต่อไป
Tuesday, December 02, 2008
ความสุขของแมวอ้วนๆ
แมวอ้วนมันกำลังทำอะไรอยู่น้าา
แมวอ้วนนอนแผ่แล้วแกว่งหาง
แสดงว่ากำลังสบายใจใช่มั๊ย
อิจฉา แมวอ้วน
แมวอ้วนนอนแผ่แล้วแกว่งหาง
แสดงว่ากำลังสบายใจใช่มั๊ย
อิจฉา แมวอ้วน
Friday, October 24, 2008
ชีวิตแนวราบที่มากกว่า 8 ชม.
วันหยุดที่ผ่านมา ผีง่วงมันเข้าสิง
ไม่ใช่ซิ ต้องบอกว่าก่อนวันหยุดต่างหาก
เย็นวันพุธ เลิกงานกลับบ้าน อยู่ดีๆ ก็เพลียไม่ทราบสาเหตุ
ง่วงขนาดจะหลับคาจานข้าว แต่ก็อุตส่าห์กระเดือกจนหมดจานได้
เคยเป็นกันบ้างมั๊ย อาการแบบนี้ ที่เหมือนอยู่ดีๆ
ร่างกายมันเหมือนจะหยุดทุกอย่างซะอย่างนั้น
สุดท้ายก็เลยเข้านอนตั้งแต่ยังไม่สามทุ่มดีด้วยซ้ำไป ตื่นมาอีกทีเก้าโมงเช้าของอีกวัน
เป็นไงล่ะ นอนซะจนเข็มนาฬิกาหมุนครบรอบ
ตื่นมาเดินไปหา breakfast (กระเดะ สาดดด) พ่วงด้วยมื้อเที่ยงมาเก็บไว้เป็นเสบียง
กินมื้อเช้าได้ซักพัก หลับอีกแล้วกรู ตื่นมาอีกทีเพราะว่าหิว กินมื้อเที่ยงแบบง่วงๆ งงๆ
กินได้ไม่นานนัก อ้าววววววววๆๆๆ หลับอีกแล้ว
อาการแบบนี้มันเรียกว่าขี้เกียจ อ่อนแอ หรือว่าโดนของ
เพราะพี่ชายเริ่ม งง น้องสาวมันจะนอนอะไรได้ขนาดนั้น
ยังดีนะเนี่ยที่ลุกมาวิ่งได้ตอนห้าโมงเย็น ไม่งั้นวันหยุดหนึ่งวันใช้ชีวิตแนวราบไปมากกว่าครึ่ง
แต่ขอโทษ กินข้าวเย็นเสร็จ สี่ทุ่มก็ง่วงอีกแล้วครับพี่น้อง
ไม่ใช่ซิ ต้องบอกว่าก่อนวันหยุดต่างหาก
เย็นวันพุธ เลิกงานกลับบ้าน อยู่ดีๆ ก็เพลียไม่ทราบสาเหตุ
ง่วงขนาดจะหลับคาจานข้าว แต่ก็อุตส่าห์กระเดือกจนหมดจานได้
เคยเป็นกันบ้างมั๊ย อาการแบบนี้ ที่เหมือนอยู่ดีๆ
ร่างกายมันเหมือนจะหยุดทุกอย่างซะอย่างนั้น
สุดท้ายก็เลยเข้านอนตั้งแต่ยังไม่สามทุ่มดีด้วยซ้ำไป ตื่นมาอีกทีเก้าโมงเช้าของอีกวัน
เป็นไงล่ะ นอนซะจนเข็มนาฬิกาหมุนครบรอบ
ตื่นมาเดินไปหา breakfast (กระเดะ สาดดด) พ่วงด้วยมื้อเที่ยงมาเก็บไว้เป็นเสบียง
กินมื้อเช้าได้ซักพัก หลับอีกแล้วกรู ตื่นมาอีกทีเพราะว่าหิว กินมื้อเที่ยงแบบง่วงๆ งงๆ
กินได้ไม่นานนัก อ้าววววววววๆๆๆ หลับอีกแล้ว
อาการแบบนี้มันเรียกว่าขี้เกียจ อ่อนแอ หรือว่าโดนของ
เพราะพี่ชายเริ่ม งง น้องสาวมันจะนอนอะไรได้ขนาดนั้น
ยังดีนะเนี่ยที่ลุกมาวิ่งได้ตอนห้าโมงเย็น ไม่งั้นวันหยุดหนึ่งวันใช้ชีวิตแนวราบไปมากกว่าครึ่ง
แต่ขอโทษ กินข้าวเย็นเสร็จ สี่ทุ่มก็ง่วงอีกแล้วครับพี่น้อง
Subscribe to:
Posts (Atom)
