Wednesday, October 07, 2009

การเดินทางระยะสั้นๆ กับใครบางคน

ป.ล. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน แต่เพิ่งจะอัพเอาเดือนนี้ เสร่อได้อีก


หลังจากที่ต้องตีอกชกหัวกับการเดินทางไปกลับรัชดา-อรุณอมรินทร์ เมื่อวันเสาร์ต้นเดือน เพื่อไปอบรมคอร์ส "อยากเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ"
ที่ใช้เวลาในการขึ้นรถลงเรือรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบสี่ชั่วโมงกันเลย

ลองคิดเล่นๆ ว่าระยะเวลาขนาดนี้ เราสามารถไปได้ถึงหัวหิน ถึงประจวบ หรือขนาดข้ามไปถึงเกาะเสม็ดได้นอนแผ่ริมหาดแล้วยังไม่ต้องใช้เวลานานมากขนาดนี้

เพราะยังต้องไปอบรมอีกหลายครั้ง เลยต้องหาวิธีปรับกระบวนท่า วางแผนการเดินทางกันใหม่ ให้มันทำลายสุขภาพจิตใจน้อยกว่านี้ มีคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนมานั่งรถไฟฟ้าไปต่อเรือที่สถานีสะพานตากสิน การเดินทางในเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้น และกลายเป็นว่าได้ประสบการณ์ฮาๆ กลับมาเพียบ

11.00 น. ออกเดินทางเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน หยิบต้นฉบับเพื่อเตรียมทำ subtitle หนังเรื่องล่าสุดติดมือไว้อ่านฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง (Dayo เข้าฉายตอนงาน BKK Film Festival)

11.30 น. (โดยประมาณ) เดินอาดๆ เพื่อขึ้น BTS ช่วงเช้าร่างกายยังคึกคัก เดินดูร้านรวงซ้ายขวาบนสถานีศาลาแดง ขึ้นรถไฟฟ้าในไม่กี่นาทีต่อมา นั่งตรงข้ามคุณลุงฝรั่งพอดิบพอดี สบตากันโดยบังเอิญ แต่เหตุการณ์หลังจากนี้จะไม่บังเอิญอีกต่อไป

11.45 น. มาถึงสถานีสะพานตากสิน ดูจากแผนที่เค้าบอกว่าถ้าจะไปท่าเรือสาธรให้ออกที่ประตู 2 แต่ก็ยังอุตส่าห์ถามยามอีก พี่ยามบอกว่าให้ออกประตู 1 สุดท้ายก็เดินไปออกประตู 2 ตามแผนที่แล้วจะไปถามเค้าทำไม พอเดินลงไปด้านล่างก็เลยเข้าใจว่าไม่ว่าจะออกประตู 1 หรือ 2 มันก็เดินมาถึงท่าเรือได้เหมือนกัน อย่างนี้นี่เอง

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของท่าเรือสาธรคือ จะมีชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย แล้วเค้าจะนิยมซื้อตั๋วประเภท One day trip กันเพราะดูจากแผนที่แล้วมันเป็นท่าแรกของการทัวร์แม่น้ำเจ้าพระยา อ้อ แล้วก็มีเรือเที่ยว 12.00 ที่เป็นเรือทัวร์ พร้อมไกด์คอยบรรยายให้ฟัง ไอ้เราก็ไม่เคยขึ้นเรือที่ท่านี้ซะด้วยซิ แต่เดินเข้าไปต่อแถวกับเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติ แอบได้ยินคนขายตั๋วบอกว่า One day trip 150 บาท เป็นตั๋วประเภท Unlimited อยากขึ้น-ลง ท่าไหน ก็ได้ไม่อั้นในวันเดียว

ถ้าพูดเรื่องการเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีชาวต่างชาติมากๆ ละก็ ความเป็นไปได้สูงถึง 90% ที่จะโดนเหมารวมว่าเป็นนักท่องเที่ยว เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แล้วก็ได้รับการถ่ายโอนสัญชาติไปเป็น อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อยู่เป็นประจำ แต่ตอนนั้นในหัวไม่ได้คิดเรื่องนี้หรอก เพราะมันมัวแต่กังวลว่าจะไปถึงที่หมายทันเวลารึเปล่า

พอมาถึงคิวเรา คนขายตั๋วถามว่า One day trip?
แล้วก็ยิ้มหวานตอบเค้ากลับไปว่า "จะไปวังหลังค่ะ"
คุณพี่ขายตั๋วเปลี่ยนกลับสู่เมนูภาษาไทยในทันที "ซื้อตั๋วบนเรือได้เลย เที่ยวต่อไปเป็นเรือทัวร์นะ"

ไอ้คำลงท้ายว่า "เป็นเรือทัวร์นะ" มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในวินาทีนั้น รู้แต่ว่าให้มันไปได้ก็พอแล้ว แล้วก็จำได้ว่าเพื่อนบอกมาว่า "ให้ไปเรือธงส้ม จะเร็วกว่าเยอะ" ก็เลยกะว่าเดี๋ยวจะคอยดูละกันว่าธงมันสีอะไรก็เลยเดินไปนั่งรอกว่าเรือจะมา ปรากฎว่าลุงฝรั่งที่นั่งตรงกันข้ามบน BTS หันมาสบตาแล้วก็ถามว่า

"Do you speak English?" ถ้ามีชาวต่างชาติมาถามคำถามนี้ในเวลาที่คุณไม่อยากเสวนาด้วยละก็ให้ทำหน้าไม่เข้าใจที่เค้าพูด แล้วเค้าคนนั้นจะออกไปจากสายตาคุณในทันที แต่ถ้าคุณตอบว่า"Yes" แบบที่ฉันตอบไป มันจะกลายเป็นเกม 20 คำถามไปในทันที

คุณลุงต่างชาตินิรนามผู้นี้เข้าใจว่าฉันไม่ใช่คนไทย และคงด้วยอารมณ์ประมาณว่ามาเที่ยวคนเดียว อยากหาเพื่อนคุยตามประสา เพราะขนาดว่าบอกลุงแกไปแล้วว่า เพิ่งมาตรงนี้ครั้งแรกเหมือนกันตอนที่ลุงแกเอาแผนที่มากางหราให้ดู แต่ลุงคงเข้าใจไปว่าหัวอกเดียวกัน มานั่งเรือในเมืองไทยครั้งแรก เอาเข้าไป

คำถามที่ชาวต่างชาติจะชอบถามคนแปลกหน้าอีกอย่างคือ คุณทำงานอยู่หรือเรียนหนังสือ ไม่รู้ทำไม ถามกันอยู่ได้ยังกะเป็นคำถาม Default หรือเป็นเพราะว่าหน้าตาและขนาดเตี้ยป้อม มันทำให้บอกไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามีอายุเท่าไหร่ หรือคงจะเหมือนที่คนไทยแปลกใจที่ชาวต่างชาติหนุ่มสาวส่วนใหญ่มีร่างกายกำยำ แต่อายุกลับน้อยกว่าเราหลายขุมนัก หึ หึ

เวลาเที่ยงตรง เรือทัวร์ก็ลอยตามน้ำมา ฮ่าา นึกภาพแล้วขำ ลอยตามน้ำมา น่าจะเป็นแล่นมาดีกว่ามั้ย???

เรือมาปุ๊บ ดิฉันก็ลืมปั๊บว่าธงสีอะไร รู้แต่ว่าพนักงานพยักหน้าหงึกๆ ส่งสัญญาณให้ขึ้นเรือ ไอ้เราก็เด็กดี เชื่อฟัง เดินต่อแถวไปกะเค้าด้วย แล้วคุณลุงต่างชาตินิรนามคนนั้นก็ต่อแถวตามมา ตามมา แล้วก็ตามมา จนกระทั่งนั่งด้วยกันซะงั้นเลย ถ้าเป็นหนุ่มฝรั่งตาสีฟ้าหล่อราวเทพบุตรเดินตามกันมาขนาดนี้ รับรองว่าจะอาสาเป็นไกด์ให้ทั้งวัน ไม่ต้องไปอบรมอะไรมันแล้ว!

แต่ด้วยดวงชะตา ราศี หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เวลาไปไหนจะดึงดูดคนสูงอายุให้เข้ามาชวนคุย เอ็นดูราวกับเป็นลูกหลานกันไป แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็ชอบคุยกับคนที่อายุมากกว่าอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยเค้าก็ผ่านโลกมามากมายกว่าเราหลายช่วงตัว แถมยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยๆ และคอยหยอดคำสอนกันพอเป็นกระสัย

ระหว่างนั่งเรือไปลุงก็เริ่มสืบประวัติ สุดท้ายลุงเผยไต๋ว่า เห็นเราบนรถไฟฟ้าแล้วก็คิดว่าเป็น Mexican โอ้วววว เย้ ได้มาใหม่อีกหนึ่งสัญชาติ คราวนี้เริ่มออกนอกทวีปเอเชีย แฮะ ก็เลยต้องสาธยายกันว่า I was born in the south, it's the southern face, I guess.

ลุงบอกว่ามาจากประเทศชิลี บ้านอยู่เมืองซันติเอโก (Regin Metropolitana de Santiago) ทำงานด้าน Food Ingredient มาเมืองไทยครั้งแรกด้วยเรื่องงาน และมีเวลาเหลือเพียงแค่หนึ่งวันก่อนจะกลับประเทศ ก็เลยอยากใช้เวลาหนึ่งวันที่เหลือทำความรู้จักเมืองไทยให้ได้มากที่สุด การทำงานด้านนี้ทำให้ลุงต้องเดินทางไปหลายๆ ประเทศ เพื่อนำเสนอส่วนผสมต่างๆ มากมายในการทำอาหาร ลุงบอกว่าพูดได้หลายภาษา รวมถึงภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่นอะไรซักอย่างที่บอกชื่อมาก็ไม่สามารถออกเสียงตามได้

คุณลุงเป็นชาวอเมริกาใต้ที่มีความสนใจในวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนเอเชียไม่ใช่น้อย เพราะดูจากแต่ละคำถามที่ถามมาเหมือนกับเรากำลังอยู่ในชั่วโมงสังคมศึกษา ลุงถามฉันว่านับถือศาสนาอะไร ฉันบอกว่าเป็นชาวพุทธ ลุงสงสัยว่าชาวพุทธนี่เค้า "Prey"กันที่ไหน

เราก็อธิบายว่าเราไปทำบุญกันที่วัด แต่กลับโดนยิงกลับมาว่า งั้นเธอก็ไปวัดทุกอาทิตย์ละซิ ตอบกลับแทบไม่ทันว่า "No!" ลุงแกยิงกลับมาว่า ทำไมล่ะ กำลังจะอ้าปากอธิบาย ลุงรู้ใจ เธอนับถือด้วยใจใช่มั้ยล่ะ เออ แน่ะ รู้ดี

หลังจากโดนยิงคำถามกระหน่ำแบบไม่ให้เวลาคิด เราก็ต้องเอาคืน ด้วยประโยคหากินแบบ And you? แต่ดูท่าจะไม่ชนะ เพราะลุงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก นับว่าเป็นคำตอบที่เปรี้ยวมาก สาวไทยไม่ยอมแพ้ อยากรู้เหตุผล เลยยิงกลับไปว่า So you believe in yourself?
No, I believe in people, I believe in man made.
อืม เค้าก็มีเหตุผลดีเนอะ ไม่ใช่ว่าอยากทำตัวขวางโลก ด้วยการเว้นช่อง Religious เวลากรอกเอกสารราชการให้ว่างไว้ จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องผิดนี่นาที่เค้าไม่มีศาสนา เพราะว่าของอย่างนี้จะว่าไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากศรัทธาหรือความเชื่อของเราไม่ใช่หรอกหรือ ลุงบอกว่าที่ชิลีไม่มีวัดไทย มีแต่โบสถ์ของชาวคริสต์ บางทีลุงแกก็ไปโบสถ์นะ แต่ไปดู ไปชื่นชมความเลื่อมใสในสิ่งที่คนเราเชื่อและศรัทธา ก็แปลกดี

ระหว่างที่นั่งเรือไปมีเสียงไกด์คอยบรรยายเป็นระยะๆ ชี้ชวนให้ดูจุดต่างๆ ริมแม่น้ำ แต่ที่ชอบมากคือ โรงแรมอะไรซักอย่างที่ David Beckham มาพัก ไกด์พยายามย้ำเป็นพิเศษ ราวกับเป็นวาระแห่งชาติ กำลังแอบขำ ลุงหันมาบอกว่า ฟังไกด์พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พลางบ่นว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่คุ้นกับสำเนียงหรือยังไง อ้าวแล้วกัน แล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าจะเข้าใจกันมั้ยเนี่ย

จะว่าไปแล้วการมีโอกาสได้นั่งคุยกับชาวต่างชาติ มันเป็นเหมือนการย้ำเตือนความเป็นตัวตนคนไทยของเรา สิ่งที่เค้าถาม เค้าอยากรู้ ก็คือสิ่งที่เราอยู่ สิ่งที่เราเป็น บางคำถามอาจจะดูติดตลก อย่างที่ลุงถามว่า ถ้าคนฝั่งนี้จะไปยั่งโน้นทำยังไง พายเรือหรือว่ายน้ำไปเหรอ เค้าคงอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่าวิถีไทยแบบที่ไม่ใช่เห็นตามสยามมันเป็นยังไง อย่าว่าแต่เค้าเลย เราเองอาศัยอยู่ในเมืองมากๆ เข้า มันทำให้เราติดอยู่กับความสะดวกสบาย และคุ้นชินกับคำว่า "ทันสมัย" มากกว่าความ "เรียบง่าย" มิใช่หรือ

ลุงชี้ให้ดูที่วัดนึงก่อนที่จะถึงท่าเตียน ลุงบอกว่า "เธออาศัยอยู่ในที่ที่สวยงามแบบนี้ แต่เธอก็อยู่กับมันทุกวัน จนบางทีเธอก็ลืมไปว่ามันสวยงาม ใช่มั้ยล่ะ" โอยย อายแทบจะกระโดดลงจากเรือ

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ใกล้ถึงที่หมาย ลุงบอกว่าจะลงที่ท่าเตียนเพื่อไปชมวัดโพธิ์ตามที่เราแนะนำ ว่าแล้วก็เขย่ามือกันตามมารยาท แล้วก็บอกลากัน แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าได้นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย ถึงเค้าจะเป็นคุณลุงนิรนามที่มาจากอีกซีกหนึ่งของโลก แต่อยากจะบอกว่า You make my day. เข้าให้แล้ว

อย่าปฏิเสธที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การผ่านเข้ามาแค่ไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้เราจำเค้าได้ไปอีกนาน

อ้อ! ขากลับได้เห็นวัดพระแก้วที่มีแสงแดดยามเย็นตกกระทบนี่มันช่างงามงดเหลือคำบรรยาย อิจฉาคนที่ได้เห็นวิวนี้ทุกวันจังเลย

Tuesday, August 18, 2009

จากปฏิบัติการ Valkyrie ถึง Zee Avi


เวลาที่มีหนังที่เล็งๆ ไว้ว่าอยากดู แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดู แล้วก็ได้มาดูแบบแผ่น มันทำให้เสียดายยิ่งกว่าที่ทำไมตอนนั้นตูไม่ไปดูมันในโรงฟะ (นับได้กี่ "ดู" ฮ่าา) Valkyrie ก็เป็นอีกหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้ดูตอนที่อยากจะดู (คำว่า "ดู" มาอีกแล้วๆ) คงเป็นเพราะจังหวะ โอกาส และเงินในกระเป๋ามันไม่อำนวยทำให้พลาดหนังดีๆ ที่ควรค่าในการชม (อ่ะ นั่น เลี่ยงคำว่า "ดู" ได้แล้ว!!)

Tom Cruise นักแสดงตาสีฟ้าหน้าตาดี แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีฝีมือติดอันดับต้นๆ ของฮอลลีวูด แถมยังเป็นขวัญใจแม่บ้านอเมริกันไม่ใช่น้อย เพราะเคยนั่งดูรายการของ Oprah Winfrey ที่มีพี่ Tom มาโผล่ (อีกรอบ) ครั้งนี้มาแบบไม่สติแตก โอ้ว แม่เจ้า สาวเล็ก สาวใหญ่ยิ้มกริ่มกันเต็มห้องส่ง แถมรายการนี้เค้าใจป้ำแจก Collection หนังของทอม ที่มีมาตลอดอาชีพนักแสดง ลองคิดดูถ้าซื้อเอง Box Set ชุดนั้นจะราคาเท่าไหร่!!!

ส่วนตัวแล้วประทับใจผลงาน Tom Cruise อยู่ไม่กี่เรื่อง
ที่ชอบไม่เสื่อมคลายเห็นจะเป็น Jerry Mcguire เค้าเล่นดีเนอะ เล่นให้เราเชื่อได้ว่าเค้าคือ Jerry ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง คิดว่าเป็นหนังที่เล่นดีเป็นอันดับสองรองจาก Born on the forth of July และ Collateral เลยก็ได้ (ความเห็นส่วนตัว ไม่ได้ฟันธง) ส่วนหนังตระกูล Impossible หมายถึง (Mission Impossible น่ะ) ก็ออกจะล้นๆ ไปบ้าง แต่ก็ขายได้อยู่

แต่มาที่ Valkyrie เค้าทำได้ดีกว่าที่เราคิด
เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราดูหนังของดาราคนไหนบ่อยๆ บางทีเราจะติดภาพนั้นมา จนทำให้ไม่ค่อยจะหลุดไปจากมุมเดิม อย่าง Dansel Washington จะเห็นเป็นตำรวจฉลาดๆ ไล่จับผู้ร้ายอยู่ร่ำไป ไม่ใช่ว่าจะแสดงไม่ดีนะ เค้าแสดงดี แต่บางทีอยากเห็นมาเล่นตลกบ้าง เอ่อออ

Tom Cruise ก็เหมือนกัน เห็นกี่ทีก็นี่แหละ จะมีความโอเวอร์แอคชั่นเจืออยู่ในกระแสเลือด
บทพูดจะเยอะ ความเป็น American Hero จะแฝงอยู่ไม่จางหาย อย่างเรื่อง The Last Samuri อะไรนั่น ความเด่นไปอยู่ที่บทนิ่งๆ ของ Ken Watanabe ไปเสียนั่น

ใน Valkyrie บทพูดของ Tom Cruise ดูแล้วไม่น่าจะเกิน 10 หน้ากระดาษ แต่พลังอยู่ที่สายตามากกว่าเรื่องไหนๆ ที่แสดงมา เรื่องนี้เค้ารับบทเป็น Claus von Stauffenberg นายทหารในกลุ่มที่ประกาศว่า "นาซีไม่ใช่เยอรมัน" และเป็นแกนนำสำคัญในการลอบสังหารฮิตเลอร์ ที่สำคัญมันมาจากเรื่องจริง (เพิ่งรู้ตอนดูด้วยล่ะ ไปอยู่ไหนมาวะตู!)


ถ้าจะให้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์คงไม่อาจเอื้อม หาอ่านกันเองน่าจะดีกว่า เล่างูๆ ปลาๆ อายชาวบ้านเค้า ฮ่าา หลังจากดูแล้วดถึงได้รู้ว่าชื่อเรื่องมันมาจากชื่อ Operation Valkyrie นี่เอง ซึ่งก็คือหนึ่งในแผนการทำรัฐประหารนั่นเอง และมันทำให้เราได้รู้อีกว่า (แหม รู้เยอะนะ) การทำรัฐประหาร (ในยุคนั้น) ถ้าพลาดคือ ตาย ตายสถานเดียว และคนที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องแบบนี้ได้มันต้องใช้ความกล้ามากมายเกินกว่าที่จะคาดคิดได้ แต่ถ้าสังคมเราไม่มีคนที่มีดีเอ็นเอความกล้าแบบนั้นฝังตัวอยู่ มันจะเป็นไปในทิศทางไหน น่าคิด ไอ้คนกล้าๆ แบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกันมานักต่อนัก ถึงแม้บางครั้งอาจจะไม่สำเร็จ แต่มันก็อาจไปสะกิดใจใครต่อใครกันบ้าง ว่ามั้ย??

ปัญหาของการดูหนังการเมืองนั้นไม่ต่างกับการดูหนังจีนแบบโปเยโปโลเย (เก่าได้อีก) เ
พราะตัวละครที่เยอะมาก จนจำกันไม่หวาดไม่ไหว แล้วถ้าอยู่ในชุดเครื่องแบบด้วยละก็ ยิ่งละม้ายคล้ายกันเข้าไปอีก แต่จริงๆ แล้วเกมการเมืองมันก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรมิใช่หรือ ใครว่าจะมีแค่คนตัวใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากโยงใยกันไปจะเจอความน่าพิศวงว่าคนทุกระดับชั้นมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงต่างหาก

สงครามในยุคก่อนสอนให้เรารู้อีกว่า การคิดจะทำการใหญ่ มันต้องวางแผนกันมาอย่างดี และทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จะตัดสินใจอะไรทันทีแบบส่ง SMS ผ่าน Black Berry แบบสมัยนี้ มันไม่มีหรอก (ป่าวนะ ไม่ได้ว่าใคร)

และอาชีพที่ยึดมั่นในคำสั่ง และระบบบังคับบัญชามากที่สุดในมวลหมู่อาชีพที่มีอยู่บนผืนโลก คงหนีไม่พ้น "ทหาร" แน่ๆ
แต่แปลกมั้ยที่คนไม่ค่อยจะเป็นระเบียบแบบแผนอย่างเรากลับเคยพูดว่า "ถ้าเป็นผู้ชาย เราอยากเป็นทหาร!"

ว่าแต่เรื่องนี้ทำไมชื่อไทย มันถึงเป็น "วัลคีรี่ ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก" ไอ้คำว่าจอมอหังกา พอเข้าใจว่าหมายถึงฮิตเลอร์ แต่ทำไมต้องอินทรีเหล็ก มันหมายถึงอะไร พยายามเซิร์ชหาคิดว่าชื่อของกองกำลังเยอรมันในยุคนั้น (ถ้าเข้าใจไปขอเชิญกูรู้มาอธิบายด้วย)

จบไว้แค่นี้ก่อน ไว้ครั้งหน้าจะมาร่ายยาวถึง Zee Avi

Monday, August 10, 2009

ฟินแลนด์แขนไม่มี...สนุกนะ


เคยปลื้มใครมากถึงขั้นต้องระบายความในใจให้เค้าฟังกันมั้ย??

นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ฟังวิทยุแล้วพี่ดีเจ เปิดจ.ม.จากทางบ้านอ่านให้เราฟัง
พี่คะ หนูชอบพี่มากเลยค่ะ อย่างนั้น อย่างนี้ เคยคิดว่ามันตลกดีเนอะ เขียนจ.ม.ไปเค้าจะอ่านป่ะนั่น แต่วันนี้เราทำซะเอง

เพราะว่าติดใจสไตล์การเขียนของ "ใบพัด" เจ้าของหนังสือ "เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน" ก็ตามมาอ่าน "ฟินแลนด์ไม่มีแขน" กันต่อ ซื้อหนังสือมาอ่านจบในไม่กี่วัน เพราะมันสนุกจริงๆ (ถึงรูปฟินแลนด์จะน้อยไม่หน่อยไม่ค่อยหนำใจ)

บอกได้แบบไม่อายว่า วันนี้เพิ่งเขียนอีเมลไปหา "ใบพัด" เด็กติ๋มที่ไปเยือนถิ่นซานต้า เอามากางหราให้ดู ละกัน

ถึงคุณใบพัด (ทางการได้อีก)

เพิ่งอ่านฟินแลนด์ไม่มีแขนจบไปเมื่อวานเย็น เป็นหนังสือที่อ่านจบ อย่างรวดเร็วในไม่กี่วัน และมันทำให้เรากลายเป็นคนบ้าในสายตาของคนรอบข้าง เพราะเวลาหยิบมาอ่านบนรถไฟฟ้า ยืนยิ้มกริ่ม หัวเราะคิก คิก เป็นพักๆ แถมเมื่อวาน นอนตกหมอน ปวดคอมาก นึกออกใช่มะ ว่าอาการนอนตกหมอนมันทรมานแต่ไหน จะหันซ้ายขวาก็ต้องหันมันไปทั้งตัว เพราะกลัวกระดูกคอหัก

ที่เล่าเรื่องปวดคอ เนี่ย เพราะว่าพอหยิบ ฟินแลนด์ไม่มีแขนมาอ่าน คอก็ปวด ขำ ก็ขำ แล้วมันลำบากขนาดไหนที่จะต้องกดต่อมขำเอาไว้ แต่ขอบอกว่า ทำไม่ได้จริงๆ หนังสือคุณฮาแบบบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้พยายาม
ชอบนะ ชอบตั้งแต่ เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน
จะตามผลงานต่อไปเน้อ

ปล. อยากเห็นหน้าโจ (อยากรู้ว่าโจคือใคร หาหนังสือมาอ่านโลด)

DEAR

หมายเหตุ: ปกติไม่ค่อยจะทำอะไรอย่างนี้ แต่การที่เราชื่นชมยินดีใครเค้าบ้าง ดีกว่าเอาแต่ก่นด่าตั้งเยอะ จริงมั้ย??

Thursday, July 02, 2009

Slow reader




พักนี้อ่านหนังสือช้าเป็นบ้าเลย (โว้ย)







Thursday, April 30, 2009

Surf Style by Rip Curl

Rip Curl แบรนด์ต้นกำเนิดจากแดนจิงโจ้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสองเพื่อนนักเซิร์ฟจากแถบชายฝั่งเมืองวิคทอเรียในปี 1969 ซึ่งเริ่มแรกสองคู่หู Brian และ Claw รับทำเซิร์ฟบอร์ดเพียงเพื่อหาเงินสนองความเสน่ห์หาที่มีต่อท้องทะเลและภูเขา

28 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น Rip Curl ได้กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าสำหรับนักเล่นเซิร์ฟระดับโลก ซึ่งสินค้าของยี่ห้อนี้ได้แก่ เซิร์ฟบอร์ด wetsuits เสื้อผ้า นาฬิกา และอุปกรณ์ต่างๆ มากมายสำหรับนักเซิร์ฟและ mountainwear อยากรู้รายละเอียดยิบย่อยมากกว่านี้ก็คลิกไปอ่านกันเองที่
http://www.ripcurl.com.au/?thebegining
เพราะว่าขี้เกียจแปลแล้ว แป่ววว

แต่ที่แน่ๆ คือชอบสีสันของเสื้อผ้ายี่ห้อนี้เอามากๆ แถมดีไซน์ก็เก๋ได้ใจ ผ่าน shop ทีไรต้องไปเลียบๆ เคียงๆ แต่สนนราคาน่าเศร้าใจ ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ขอแค่ดูให้สุขใจก็เป็นพอ นอกจากเสื้อผ้า และ accessories ที่ออกแบบได้เก๋ไก๋แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือโปสเตอร์งานเทศกาลทั้งหลายของ Rip Curl ดูได้เพลินตาsearch หามาฝากกัน เก๋เนอะ









Thursday, April 23, 2009

Please judge a book by its cover


ซื้อเ่ล่มนี้มาเพราะว่าหน้าปก
ซื้อเล่มนี้มาเพราะว่าคุ้นชื่อเรื่อง
ซื้อเล่มนี้มาเพราะว่ามันไม่มีคำนำและสารพันคำนิยม
หุ หุ

Thursday, April 16, 2009

Oh Mercy...ยินดีที่ได้รู้จัก

วันนี้มีคนแนะนำให้เรารู้จักวงที่ชื่อ Oh Mercy ตอนที่กำลังฟัง Triple J เพลินๆ เค้าก็เปิดเพลงแบบที่ฟังปุ๊บก็ชอบทันที ได้ยินดีเจบอกชื่อเพลงว่า Lay everything on me แต่ฟังชื่อนักร้องไม่ทันหรอก ก็เลยเอามา searh หา แล้วก็เจอเว็บนี้ http://www.myspace.com/ohmercyband

วิธีการทำความรู้จักกับเพลงหรือนักร้องของเรามักจะเป็นอย่างนี้แหละ เริ่มจากฟังเพลง ถ้าฟังแล้วคลิก ก็จะใช้วิธีจับเนื้อเพลง (เผื่อไว้ในกรณีที่ฟังชื่อนักร้องไม่ทัน หรือดีเจไม่ได้บอก) แล้วใช้ Search engine ให้มันเป็นประโยชน์ซะ แล้วจะรู้ว่านักร้องดีๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ไซเบอร์มากมายมหาศาล

เมื่อปีก่อนเคยคลิกไปเรื่อยใน myspace นี่แหละ เจอนักร้องที่ชื่อคล้ายค่ายมือถือ Eric Hutchinson ฮิตมากๆ ในหมู่นักฟังเพลงบนโลกออนไลน์ แถมตอนนั้นยังเปิดให้ดาวน์โหลดเพลงไปฟังกันฟรีๆ อีกต่างหาก ตอนนี้เหรอ อยากฟังต้องซื้ออย่างเดียวค่ะ เพราะว่าพี่เค้ามีสังกัด มีอัลบั้ม มี MV เป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว (เพิ่งเห็นใน Channel V เมื่อสอง
สามอาทิตย์ก่อนนี่เอง)

!!กลับมาที่ Oh Mercy ต่อดีกว่า!!
อัลบั้มแรกของพวกเค้ามีชื่อว่า In the Nude for Love เป็นอัลบั้มเรียกน้ำย่อย (EP) ก่อนปล่อยของจริงตามมา แต่นัยว่าเรียกว่าอัลบั้มปั่นกระแสจะได้ผลเพราะว่าแค่ 3 เพลงที่เอามาเล่นใน myspace (จากทั้งหมด 7 เพลง) ฟังรอบเดียวผ่านฉลุยแบบเข้าหูซ้ายไม่ทะลุหูขวา ไม่แปลกใจที่วงนี้เค้ามีคิวคอนเสิร์ตยาวไปถึงกลางปีแล้ว
ว่างๆ ก็ตามลิงค์ที่ให้ไปฟังดูนะ เพราะดี ฟังกีที่ก็เพราะ

(Oh Mercy - touring from facebook.com)
อ้อ ขอกระซิบอีกนิดว่าลองเจียดเวลาที่ต้องทนฟังโฆษณาบนคลื่นวิทยุแล้ว
คลิกไปฟังเพลงที่คลื่น Triple J จากแดนจิงโจ้ดู
เค้าเปิดเพลงเพราะเสนาะหู แต่ไม่ใช่เพลงตลาดแบบบ้านเรา ที่ดีเจเอาแต่เปิดตามลิสต์ที่เค้าบังคับ (ต่อให้ขอเพลงให้ตายเค้าก็ไม่เปิดให้คุณหรอก เพราะลิสต์เพลงที่ได้มาก่อนออนแอร์น่ะ มันอัดแน่นเต็มแแล้ว ไหนจะเล่มเกมกะโฆษณาอีกนะ หุหุ) คนใกล้ตัวเค้าแนะนำมา แล้วเป็นไงล่ะ ติดใจ!!

Wednesday, March 25, 2009

Sunny Day...Sunny Dear

ถ้าไปทะเลแล้วไม่เจอแดดจ้าเค้าเรียกว่ามาไม่ถึง
(ว่าแต่เค้าคือใครฟะ) ตูนี่แหละพูดเอง
ถ้าไปทะเลถ้าจะให้ดี มันต้องเจอแดดเปรี้ยง
แบบที่เอาแว่นขยายมาจ่อหัวไม้ขีดแล้วจุดไฟติดภายในไม่กี่นาที
เพราะ่ว่าแดดแบบนี้จะทำให้น้ำทะเลสีฟ้าจัดมากถึงมากที่สุด
แล้วไม่ต้องบ่นเรื่องกลัวดำให้ได้ยิน
เพราะหญิงสาวผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ฮ่าา

Friday, March 13, 2009

Jack Johnson in DC


Jack Johnson is my all time favourite artist. And this is the very first time I saw him wore such a formal cloth.
You look cool anyway, Jack!!

Wonder why he dressed like this , check this out http://www.jackjohnsonmusic.com

One Friday

วันนี้วันศุกร์
วันนี้พบว่า...

เพลีย
ตื่นมาด้วยอาการเพลียๆ หัวหนักๆ เพราะว่าหลับไม่สนิทเท่าไหร่
เคยเป็นมั้ยที่ร่างกายมันหลับ แต่สมองมันไม่หลับไปด้วย

โดนหลอกแม้กระทั่งมือถือของตัวเอง
นาฬิกาปลุกจากมือถือมันร้องแล้วร้องอีก จนต้องยอมตื่น
เพราะว่ามันเจ็ดโมงเกินครึ่งเข้าไปแล้ว
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ มองท้องฟ้า ทำไมวันนี้มันมืดๆ วะ
เปิดทีวีดูเวลา กรี๊ดดดดด นี่มันเพิ่ง 7.16 น. เท่านั้นเอง
ฮ่วย

ร้อนคงทน
ต่อให้ออกจากบ้านเช้าแค่ไหน ความร้ายกาจของหน้าร้อนก็ไม่ลดลง
ถึงแดดจะยังไม่จัดมาก แต่ก็ทำเอาเหงื่อซึมไม่ต่างกับมาตอนเก้าโมง หึ หึ

มาทำงานเช้าแบบไม่ได้นัดหมาย
วันนี้ที่แผนกมาเช้ากันแบบผิดปกติมากถึงมากที่สุด
ทั้งๆ ที่จะยังไม่ 8.30 ดีด้วยซ้ำ
สงสัยอีเมลข่มขวัญจากเบื้องบนจะได้ผล ฮาา

กาแฟช่วยให้ใจสั่นไม่ใช่ทำให้ตื่น
ก็เพราะว่าเพลียจากที่หลับไม่สนิท รู้สึกว่าหัวมันจะทิ่มซะให้ได้
หยิบกาแฟเย็นแบบขวดขนาดจ้อยที่ซื้อมาจากสีลมด้วยราคาที่บาดใจ
กินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก นอกจากทำให้ใจสั่นมากขึ้น
สุดท้ายตื่นได้ เพราะแม่น้องกายโทรมาบอกผลสอบของน้องแก้ม
แป่ววว

การต่อราคาคือความพึงพอใจของผู้ขายหาใช่ผู้ซื้อ
ตอนเที่ยงไปยืนเลือกหูฟังที่ตลาดนัดใต้ตึก
สนนราคา 130 แต่แม่ค้าลดให้จาก 120 แล้วขยับลดให้เองมาเป็น 100 ซะงั้น
น้องที่แผนกขาประจำเดินมาค่อนขอดว่าทำไมทีงี้ลดให้
แม่ค้าพูดยิ้มๆ บอกว่า "ทำไมล่ะ พอใจ ชอบคนนี้มากกว่า คนนี้สวยกว่า อยากลดให้" ฮ่าาาาาา

ผู้หญิงไม่เคยมีเหตุผลในการจับจ่าย
เดินไปยืนดูร้านแว่นกันแดด หยิบมาลองเล่นๆ ไม่ได้จะซื้อหรอก
เพราะว่ามีอันโปรดอยู่แล้ว
ทะลึ่งหยิบมาลอง อืออออ ดูดีมีราศี แล้วก็วาง
เพื่อนขาช้อปข้างๆ บอกว่า สวยดีนะ
199 เหรอ พี่ลดหน่อยได้มั้ยคะ คนขายกระซิบเบาๆ แบบกลัวลูกค้าคนอื่นได้ยิน "180 นะ" เป็นไงล่ะ ได้เสียเงิน

ซีรีย์และหนังนั้นสำคัญไฉน
หลังจากนั่งสำรวจตรวจตราแล้วว่าซีรีย์และหนังที่มีอยู่นั้นมันช่างมากมายหลายตอนเหลือเกินทั้ง Gossip Girl, Privileged, 90201 แล้วก็หนังอีกสารพัดในคลังสมบัติที่เยอะมากขนาดไม่สามารถบรรยายได้
เสาร์ - อาทิตย์นี้ เจอกัน มหกรรมการดูซีรีย์มาราธอนกำลังจะบังเกิด!!

การเป็นคนดีคือสิ่งผิดปกติ
แอบเมาท์กะเพื่อนว่าเดี๋ยวนี้คนใกล้ตัวทำตัวดีผิดปกติ
เพื่อนบอกว่า "มีกิ๊กชัวร์"
ฮาาาาา

Tuesday, March 03, 2009

Coming of age & Road trip story ...วัยเยาว์ที่เราก้าวผ่านไปและการเดินทางเพื่อความเปลี่ยนแปลง

เคยถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วชอบดูหนัง หรืออ่านหนังสือแนวไหนมากที่สุดคำตอบคือหนังหรือหนังสือประเภท Coming of age และประเภท Road trip เหตุผลคือ เรื่องราวทั้งสองประเภทเป็นการถ่ายทอดประสบการเรียบๆ ง่ายแต่มันมีพลังของความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นตามมา

ฤดูร้อนอันแสนเซ็ง และ เดินสองดวงจันทร์ (Walk two moons) หนังสือสำหรับเยาวชนสองเล่มที่เป็นตัวแทนองการข้ามผ่านวัยเยาว์และการเรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยจากการเดินทางที่ได้ใจไปเต็มๆ และต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่มีวิธีการเล่าเรื่องออกจะคล้ายกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ผู้เขียนมาจากต่างชาติต่างภาษา แต่ใช้วิธีการดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ก็สามารถทำให้ไม่อยากวางมือไปจากมัน และท้ายที่สุดมันกลับสร้างแรงสะเทือนต่อผู้อ่านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยความสัตย์จริงต้องบอกว่าซื้อหนังสือเล่มแรกเพราะแค่สะดุดตาด้วยคำว่า "ฤดูร้อน" ไม่ได้เปิดอ่านแม้แต่คำสรรเสริญเยินยอ หรือบทเริ่มเรื่องเลยแม้แต่น้อย

"ฤดูร้อนอันแสนเซ็ง" หนังสือแปลจากญี่ปุ่นเล่มนี้มีเรื่องสั้นสองเรื่อง เรื่องแรกมีชื่อเหมือนบนปกหนังสือ ส่วนเรื่องที่สองมีชื่อแปลกว่า "
เมื่อวาน ผมไปดาวอังคารมาล่ะ" ทั้งสองเรื่องมีตัวดำเนินเรื่องเป็นเด็กผู้ชาย แตกต่างกันแค่สถานะและความสัมพันธ์

เรื่องแรกเป็นความสัมพันธ์ของเด็กผู้ชายแปลกหน้าสองคนที่ต้องมาทำความสะอาดสระน้ำโรงเรียนร่วมกันในช่วงฤดูร้อน ในขณะที่เรื่องที่สอง บอกเล่าความสัมพันธ์ของพี่ชายและน้องชายที่ไม่ค่อยจะดีนัก โดยเฉพาะพี่ชายดูจะมองน้องตัวเองว่าเป็นตัวประหลาดเสียด้วยซ้ำไป แต่ในเรื่องสั้นทั้งสองนี้มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่ทำให้ตัวละครของเราได้บอกลาความเยาว์ไปสู่การเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เป็นไป และพร้อมที่จะเติบโตก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ต่อไป

ส่วน Walk two moons หรือ เดินสองดวงจันทร์

...หนังสือเล่มนี้คือหนังสือสำหรับเยาวชนที่ทำให้เราร้องไห้ได้เป็นเล่มที่สองตั้งแต่เคยอ่านต้นส้มแสนรักเมื่อนานมาแล้ว!!!

นื้อเรื่องเล่าผ่านเด็กผู้หญิงชาวอินเดียนแดงชื่อแปลกประหลาดที่กำลังออกเดินทางไปกับปู่ย่าสู่จุดหมายปลายทางแห่งหนึ่งพื่อค้นหาคำตอบบางอย่าง แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ค้นพบกลับไม่ใช่คำตอบที่จุดหมายปลายทาง แต่ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ค่อยๆ ปะติดปะต่อผ่านเรื่องเล่าของตัวเธอเองในระหว่างการเดินทางนั่นต่างหากเล่าที่ทำให้เธอค้นพบตัวตนและทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และเข้าใจประโยคสั้นๆ ที่ว่า"อย่าได้ตัดสินใคร จนกว่าจะได้ใส่รองเท้าม็อคคาซินของเขาเดินสองดวงจันทร์"

ต้องบอกว่าการอ่านเรื่อง เดินสองดวงจันทร์ เป็นเหมือนการค่อยๆ ต่อเติมจิ๊กซอว์ลงไปทีละชิ้น และซึมซับเรื่องราวของเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ซ้อนทับกับอยู่ และ เมื่อความลับต่างๆ ของเรื่องนี้เปิดเผยออกมาทั้งหมด ต้องบอกว่าเล่นเอาเรารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรซักอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ แต่กลายเป็นน้ำตาต่างหากที่ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว


ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนที่แนะนำให้อ่านกัน ถึงเราจะแก่ย่างสามสิบหรือสี่สิบกันแล้วก็ตาม แต่ความเยาว์ยังมีอยู่กับเราทุกคน และบางทีเราอาจค้นพบว่าเคยมีช่วงเวลาหนึ่งตอนวัยเยาว์หรือมุมเล็กๆ ระหว่างการเดินทางที่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเรามาแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว...แค่นั้นเอง


Tuesday, February 10, 2009

แทบธุลีดิน 18 วันกับ 80 กิโลเมตร


นี่คือหนังสือที่เล่มแรกที่อ่านจบประเดิมปี 2552!!

มีคนบอกว่า คนเราถ้าคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ชีวิตมันก็จะเดิมๆ วันก่อนดูซีรีย์ฮิตอย่าง Gossip Girls Season 2 ได้ยินประโยคนึงว่า " Get out of your comfort zone!" ออกมาจากพื้นที่เดิมๆ ของตัวเองกันซะบ้าง

"แทบธุลีดิน 18 วันกับ 80 กิโลเมตร" หนังสือที่ไม่น่าเชื่อกว่าตัวเองจะซื้อมาอ่านได้
ทำไมนะเหรอ??
ก็เพราะทั้งหมดทั้งมวลแล้วมันคือบันทึกการเดินทางเพื่อไปแสวงบุญในประเทศธิเบตนั่นเอง อย่างเราเนี่ยนะจะสนใจเรื่องไปแสวงบุญ ขอโทษเหอะกะอีแค่วัดปีนึงเข้าจริงๆ จังๆ กับเค้าซักกี่วันกันเชียว แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าเราทำแต่สิ่งเดิมๆ เราก็จะคิดแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นได้เวลาเอาเรื่องใหม่ๆ ใส่หัวซะบ้างเถิดจะเกิดผล

เกิดจริงๆ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจใช่เล่น คนเราถ้าลองตั้งใจจริง และมีศรัทธาในสิ่งที่ทำ พลังมันก็จะมาเอง แล้วผลที่เกิดคงไม่ต้องบอกว่าจะเป็นยังไง

ฉันเคยเอ่ยปากถามพ่อว่าทำไมถึงไม่เลือกที่จะเกษียณก่อนกำหนด แบบที่ข้าราชการไทยสมัยนี้เค้าทำกัน
เพราะแลดูพ่อเหนื่อยล้ากับหน้าที่การงานเหลือเกิน พ่อตอบว่า อีกนิดเดียวก็จะเกษียณแล้ว อดทนอีกนิดเดียว

พอได้อ่านเล่มนี้แล้วหายสงสัย แม้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราตั้งใจอาจดูไม่มีความหมาย หรือแฝงไปด้วยความสงสัยในสายตาคนอื่น แต่จะสนใจทำไม ในเมื่อมันคือความตั้งใจของเรา

Friday, January 30, 2009

Last night I dreamed...


เมื่อคืนนี้ฉันฝัน ฝันว่าอยู่ท่ามกลางสนามรบ ฉันเห็นชาวอิสราเอลกำลังปาระเบิดใส่ตึกที่มีชาวปาเลสไตน์อยู่ในนั้น ฉันเห็นตึกมันถล่มลงมาที่ละชั้นๆ ฉันเห็นทหารอิสราเอลไล่ยิงผู้คนไปทั่ว ผู้คนหนีตายหาที่หลบซ่อนเท่าที่จะหาได้ในวินาทีนั้น ฉันเห็นตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เราวิ่งเข้าในตึกที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ มองหามุมปลอดภัยที่คิดว่าจะหลบจากความตายได้ และลุ้นด้วยใจระทึก แต่แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่ามันคือความฝัน

ในขณะที่เรื่องเหล่านี้เป็นแค่เรื่องร้ายในความฝันสำหรับเรา แต่กับใครอีกหลายคนเล่าที่กำลังเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวและความตาย อย่างไม่มีทางเลือก มีคนบอกว่าตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเราก็ไม่ได้มีสงครามที่น่ากลัวอะไรอย่างนั้นอีก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เรียกว่า "สงคราม" ยังคงมีอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วโลก โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดเหมือนก่อนแค่นั้นเอง สงครามยังคงมีอยู่ ความตายก็ยังมีอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็เท่านั้นเอง

เคยดูเรื่อง Black Hawk Down มั้ย หนังสงครามที่สร้างจากเรื่องจริงที่ตูมตามกันตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง มีฉากหนึ่งก่อนที่สงครามกลางเมืองกำลังจะปะทุ ทหารนายหนึ่งพูดขึ้นมาระหว่างที่กำลังนั่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ประมาณว่า "ใครจะไปคิดว่าสถานที่มีท้องฟ้าใสและทะเลสวยแบบนี้จะมีสงคราม"

สงครามในความจริงกับในหนังต่างกันตรงที่ในความเป็นจริง ความตายก็คือความตาย ที่ไม่ได้มีไว้ฉายเป็นภาพสโลว์โมชั่นให้ดู ก็เท่านั้นเอง

Wednesday, January 21, 2009

Burn After Reading...จบข่าวก็เผาซิคะ


ปีนี้ตั้งใจไว้ว่าจะดูหนังดีมีคุณภาพให้ได้มากถึงมากที่สุด หลังจากที่ปีก่อน ไปดูหนังที่ลิโดได้ไม่ถึง 10 ครั้ง ที่พอจะจำได้เห็นจะเป็น Across the Universe และ Once ที่ดูแล้วอิ่มใจไปทั้งหนังและเพลง

Burn After Reading หนังเรื่องแรกของปีนี้ ที่ได้ดูด้วยความบังเอิญ ที่ว่าบังเอิญเพราะว่าเสร็จธุระตอนบ่ายวันเสาร์ตอนประมาณสี่สี่สิบ และบังเอิญว่าหนังเรื่องนี้มีรอบฉายตอนสี่โมงห้าสิบ ก็เลยรีบเดินทางจากสีลมไปลิโดภายในเวลา 10 นาที แต่เสียเวลาประมาณเกือบ 3 นาทีเพื่อรอตีตั๋ว

เวลากว่า 3 นาทีที่เสียไปไม่ใช่อะไรหรอกนะ
เพราะคุณพี่ข้างหน้าจะดูหนังรอบทุ่มครึ่ง คงเห็นว่ามีเวลาอีกนาน
ก็เลยชวนพนักงานคุยนั่นนี่ ผ่านไปแล้วสองนาที
เริ่มนานไปแล้วนะคะ ก็เลยใช้วิธีเสนอหน้าจะซื้อตั๋วๆ
โป๊ะ เชะ พอดีเด๊ะเลยค่ะ
เข้าโรงปุ๊บ หนังเริ่มปั๊บ เริ่ดดดดด


สนุกดีนา Burn After Reading เนี่ย
ใครจะไปคิดว่า CIA พนักงานฟิตเนส เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง เว็บไซต์หาคู่ และสถานทูตรัสเซีย จะมาเชื่อมโยงกันได้ในรูปแบบที่มหัศจรรย์พันลึก ตอนตีตั๋วก็ไม่รู้หรอก เรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่เห็นชื่อคนเล่นแล้วน่าสนใจแฮะ ระหว่างดูไปก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกะอ่านจบแล้วเผาวะ
สุดท้ายได้คำตอบแล้วว่า อ้อออออออ เป็นอย่างนี้นี่เอง
ไม่บอก อยากรู้ไปดูดิ

ปล. Brad Pitt เล่นเรื่องนี้ได้ so gay มากๆ ค่ะ

Friday, January 16, 2009

Wonderful Laos...Wonderful land